+ bird's eye view
'สัปปายะสภาสถาน' ถอดรหัสรัฐสภาแห่งศีลธรรม
ผลการประกวดแบบก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ประกาศกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า 'สัปปายะสภาสถาน' ที่มี ธีรพล นิยม จาก อาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นหัวหน้าทีม ผ่านการพิจารณา โดยทีมงานได้ให้ความหมายของชื่อไว้สั้นๆ ว่า สัปปายะ แปลว่า สบายในทางธรรม สัปปายะสภาสถานจึงหมายถึงสถานที่ประกอบกรรมดี
ทีมงานตอบโจทย์ผ่านสถาปัตยกรรมที่ออกแบบด้วยภูมิปัญญาตามคติทางพุทธศาสนา ได้แก่ แบบแผนไตรภูมิ โดยมุ่งหมายเพื่อพลิกฟื้นจิตใจของผู้คน ด้วยการสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษ อันจะนำไปสู่บ้านเมืองแห่งความสงบสุข ร่มเย็น ด้วยการอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชมาประดิษฐานยังหลังคาเครื่องยอดของตัวอาคาร ซึ่ง ชาตรี ลดาลลิตสกุล จาก บจก.ต้นศิลป์สตูดิโอ ผู้รับหน้าที่เป็นสถาปนิกโครงการ เปิดเผยว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมสะท้อนอุดมคติ 5 ประการ ประกอบด้วย ชาติ, ศีลธรรม, สติปัญญา, สถาบันกษัตริย์ และประชาชน โครงการยังเน้นย้ำถึงความทันสมัยในด้านแนวคิดการออกแบบ ซึ่งหวังให้อาคารแห่งนี้เป็นต้นแบบของ Green Architecture ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ปิยเมศ ไกรฤกษ์ จาก บจก.บลูพลาเน็ต อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ดูแลด้านภูมิสถาปนิกของโครงการ ให้คำอธิบายผ่านแนวคิดเรื่อง "ไตรภูมิ" ว่า "เรามองว่าตัวอาคารรัฐสภาเป็นเรื่องทางโลกก็คือโลกียะ ส่วนยอดชั้นบนถือเป็นส่วนศีลธรรมที่คอยกำกับคือโลกุตตรธรรม อันเป็นมุมมองแนวตั้ง ส่วนแนวนอนที่เป็นงานภูมิทัศน์นั้น ทิศทั้ง 3 คือ เหนือ ใต้ และตะวันออก เรามองเป็นแดนสามัญที่เรียกว่า 'โลกียะ' ซึ่งจะรองรับประชาชนทุกกระแส ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมเยือน หรือรวมตัวแสดงพลัง ขณะที่ทิศตะวันตกริมฝั่งแม่น้ำ ผมเรียกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็น 'โลกุตตระ' ซึ่งภูมิทัศน์ถูกจัดแบบโบราณจำลองเขาพระสุเมรุ"
งานแนวราบหรือ landscape และที่เขาพูดถึง "โลกียะ" ซึ่งจะรองรับประชาชนคนสามัญ ขยายความว่าหมายถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ สถานีรถไฟใต้ดิน ท่าเรือ และที่สำคัญ "ลานประชาธิปไตย" ที่เตรียมไว้สำหรับประชาชนที่จะมารอพบสมาชิกรัฐสภา และมีส่วนที่จัดไว้สำหรับผู้สื่อข่าวที่จะมารอทำข่าว รวมถึงโพเดี้ยมสำหรับนักการเมืองที่จะมายืนแถลงหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ขณะที่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สมมติให้เป็นโซน "โลกุตตระ" เน้นภูมิทัศน์โบราณจำลองเขาพระสุเมรุ มีกำแพงแก้วลอยอยู่เหนือยอดมะกอกที่ถือเป็นไม้ตำนานแห่งเมืองบางกอก ส่วนด้านล่างเสมือนเชิงเขาอยู่ริมฝั่งน้ำ วางให้เป็นต้นไทรใบแหลม ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอีกไม้มงคลประจำเมืองกรุงเทพมหานคร
"ภูมิทัศน์ริมน้ำตอนกลางวันจะสงบนิ่ง เหมือนสถาปัตยกรรมไทยที่ชี้แนวทางแห่งโลกุตตระ ส่วนตอนกลางคืน เมื่อแสงไฟส่องสว่างตรงยอดเจดีย์จากกำแพงแก้ว เปรียบได้กับจิตสว่างและสงบ เวลานั่งเรือผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณนี้จะสัมผัสได้ถึงความสงบ สื่อถึงความไม่มีตัวตน ไม่มีสิ่งใดควรยึดถือ"
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ธันวาคม 2552]
+ bird's eye view
เปิดสวนโมกข์กรุงเทพฯ คืนพื้นที่บุญให้ประเทศไทย
เมื่อทาง สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และ คณะธรรมทาน มีดำริที่จะก่อตั้ง หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี พุทธทาส เพื่อเก็บรวบรวมผลงาน เอกสาร เทปบันทึกเสียงของท่านพุทธทาสนับหมื่นๆ ชิ้น อันเป็นการสืบสานงานพระพุทธศาสนาผ่านงานของพุทธทาสในการนำพาสันติสุขกลับคืนสู่สังคมมนุษยชาติ อีกทั้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จวบถึงปัจจุบันทุกอย่างปรากฏโครงสร้างครบถ้วนจนเกือบสมบูรณ์ และพร้อมเปิดต้อนรับผู้คนทุกหมู่เหล่าให้เข้ามาแสวงหาธรรมะ ณ สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ สวนสาธารณะใจกลางกรุง
ท่านพุทธทาสภิกขุได้ให้ความหมายของสวนโมกขพลารามไว้ว่า เป็นสถานอันรื่นรมย์และเป็นกำลังเพื่อการหลุดพ้น ส่วนหอจดหมายเหตุพุทธทาสแห่งนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ให้นิยามไว้ว่า เป็น พารากอนธรรมะ หรือเป็นตะกร้าสำหรับทุกกิจกรรมดีๆ ที่ปราศจากอบายมุข
หอจดหมายเหตุพุทธทาส ถูกออกแบบให้เป็น Spiritaul Fitness & Edutainment Center เพื่อให้ทุกคนที่มาที่นี่เกิดการพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง ขณะเดียวกันเกิดการเรียนรู้ทางธรรมและปัญญาด้วย
นอกจากนี้ ในแต่ละเดือนจะมีกิจกรรมใหญ่ที่จัดขึ้นในวาระต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ สุกรี เจริญสุข จากสถาบันดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมจัดแสดงดนตรีทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ขณะที่สถาบันโยคะวิชาการจากมูลนิธิหมอชาวบ้าน เตรียมจัดให้มีการฝึกสอนสมาธิด้วยวิธีโยคะที่หอจดหมายเหตุฯ เป็นประจำทุกสัปดาห์
> www.bia.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 25 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
ป่ากลางกรุง "สันติวนา"
คนทั่วไปอาจไม่รู้จัก สันติวนา แต่สำหรับนักกิจกรรมเพื่อสังคม คนทำงานพัฒนาเอกชน นักบวชต่างศาสนา ปราชญ์ชาวบ้าน และเครือข่ายที่ คุณพ่อ วิชัย โภคทวี ประธาน มูลนิธิคณะสงฆ์แห่งพระเยซูเจ้า (ยูสุอิต) คุ้นเคย ต่างรู้จักสถานที่แห่งนี้ เพื่อใช้ภาวนาและจัดกิจกรรมทางสังคม รวมถึงเป็นสวนของคนขี้เกียจที่อยากนั่งเงียบๆ ฟังเสียงนกร้องท่ามกลางธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยหมู่บ้านจัดสรร
เพราะโดยปกติแล้วคุณพ่อวิชัยชอบต้นไม้ ตอนอยู่ที่บ้านเซเวียร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขามักจะหาเวลาปลูกต้นไม้ จนพื้นที่แคบๆ เต็มไปด้วยสีเขียวครึ้ม จนเมื่อเพื่อนนักบวชหญิงซิสเตอร์รวง เจ้าคณะอุร์สุลิน บอกว่า มีที่ดินที่คณะซื้อไว้ที่ทุ่งสีกัน ดอนเมือง เกือบ 40 ไร่ จะทำเป็นมูลนิธิฯ และอยากให้คุณพ่อวิชัยมาบุกเบิกตรงนี้ เพื่อเป็นสถานที่ให้คนมาเข้าเงียบ จัดกิจกรรมทั้งทางสังคมและธรรมะ
สันติวนา...ไม่ใช่สวนที่ตกแต่งเป็นระเบียบงดงามเหมือนรีสอร์ท แต่เป็นสวนที่ปล่อยให้ธรรมชาติจัดสรร คุณพ่อวิชัยตั้งใจให้สันติวนาเป็นป่ากลางกรุง เพื่อให้คนทุกศาสนาหรือคนไม่นับถือศาสนา ลองมาใช้ชีวิตเรียบง่าย อาจจะเข้าเงียบภาวนาหรืออยู่เฉยๆ ช่วยทำสวนทำนา เป็นอีกทางเลือกในการใช้ชีวิต
"พ่อหลวงจอนิ ปราชญ์ปกาเกอะญอ เคยถามผมว่า ทำไมคนกรุงเทพฯ ชอบหาว่าพวกเรา (กะเหรี่ยง) ทำลายป่า แล้วเขาก็ถามว่า ป่าของคนกรุงเทพฯอยู่ที่ไหน ทำให้ผมได้คิด แล้วเขาก็ท้าผมว่า ทำไมพ่อไม่ปลูกป่าในกรุงเทพฯ"
> www.santiwana.org
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
Justice : What"s the Right Thing to Do?
โดย Michael Sandel
หนังสือชื่อ Justice : What"s the Right Thing To Do? เป็นผลผลิตทางความคิดและความรักของนักปรัชญาการเมืองนาม Michael Sandel อาจารย์ผู้นี้มีพรสวรรค์สูงมากในการทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ผ่านการใช้ตัวอย่างร่วมสมัย อธิบายอย่างอดทน และสอดแทรกอารมณ์ขันอันเหลือร้ายของอาจารย์ตลอดเล่ม
ประเด็นใหญ่ของอาจารย์ Sandel ใน Justice ที่เขาย้ำมาตลอดชีวิตการสอนหนังสือ คือ การถกเถียงประเด็นอะไรก็ตามทางการเมือง ถึงที่สุดแล้วเป็นการถกเถียงทางศีลธรรม อาจารย์เชื่อว่าเราควรเลิกกำหนดนโยบายสาธารณะด้วยการจัดโฟกัสกรุ๊ป หรือให้นักการเมืองไปนั่งเทียนคิดเอาเอง แต่ควรถกเถียงกันด้วยหลักการหนักแน่นที่มี "ความจริงทางศีลธรรม" (moral truth) เป็นแก่นสำคัญ
ลำดับที่อาจารย์แนะนำแนวคิดของนักปรัชญาเหล่านี้ไม่ได้เรียงตามลำดับในประวัติศาสตร์ แต่เรียงตามประเด็น ช่วยให้คนอ่านเข้าใจว่านักปรัชญาเหล่านี้ต้องการจะบอกอะไรเราได้ดีกว่าถ้าเรียงตามประวัติศาสตร์มาก
> www.justiceharvard.org
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
19 อรหันต์ คณะปฏิรูปขั้นเทพ กระชับขัดแย้ง ในหอคอยงาช้าง สางปัญหาอนาคต-แก้โครงสร้าง
ภาระ-พันธะ-นโยบายและมาตรการ ที่ทั้ง น.พ.ประเวศ วะส ี และ นายอานันท์ ปันยารชุน จะขับเคลื่อนเป็นพิมพ์เขียวอีก 3 ปีข้างหน้า คือความหวัง
โจทย์ใหญ่สำหรับ 19 อรหันต์ ครอบจักรวาล ราวกับจัดตั้งประเทศขึ้นมาใหม่ คือ ปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากร ปฏิรูปอาชีพ รายได้ แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นวาระแห่งชาติ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน-ระบบราชการ และระบบกฎหมาย ปฏิรูปการเมือง-การปกครองและประชาธิปไตย พัฒนาคนเข้าสู่อาชีพ นักการเมืองให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิรูปสื่อ โดยภาครัฐ "กำกับ-ดูแล" ให้เกิดกฎหมายเพื่อควบคุมสร้างให้เกิดสื่อสร้างสรรค์
คณะกรรมการ 19 อรหันต์ปฏิรูป ที่มาจากกูรู-ศาสดา คนสำคัญของแต่ละสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น นักประวัติศาสตร์ อย่าง "นายนิธิ เอียวศรีวงศ์" นักบริหารการปกครอง อย่าง "นายพงศ์โพยม วาศภูติ" นักเศรษฐศาสตร์มหภาค อย่าง "ปราณี ทินกร" นักมานุษยวิทยา อย่าง "ศรีศักร วัลลิโภดม" นักต่อสู้ประชาธิปไตย ศิลปินแห่งชาติ "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" และนักพัฒนาระบบราชการ "ชัยอนันต์ สมุทวณิช" ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปเสนอต่อสาธารณชนและภาครัฐ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง เชื่อมประสานกับ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ของ "น.พ.ประเวศ วะสี"
สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ใช้จินตนาการและจิตสำนึกใหม่ ให้น้ำหนักของพลังของการสื่อสาร มีชุมชนท้องถิ่นทั้งหมด 8,000 แห่ง เป็นฐานร่วมทำกับผู้นำชุมชนขับเคลื่อนแผนชุมชน และประสานกันเป็นสภาชุมชนใน 3 ระดับ คือ ระดับตำบล จังหวัด และระดับชาติ
แม้ "ประธาน-อานันท์" จะวางกรอบไว้กว้างกว่าว่า "จะมุ่งทำงานที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง... ป้องกันปัญหา-ภาพรวมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าเยียวยาปัญหา ที่ผ่านมาเฉพาะเรื่อง" แต่ในความเป็น "ขิงแก่" ของคณะกรรมการทั้ง 19 คน ทำให้เชื่อมั่นระดับหนึ่งว่า แนวทางการขับเคลื่อนประเทศรอบใหม่นี้จะใช้โมเดลเดียวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. 2540
ประชาชนอาจต้องจับตาความเคลื่อนไหวของ "คณะปฏิรูป" และ "คณะสมัชชา" ในฐานะผู้อภิวัฒน์...อีกครั้ง
> ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
ทิศทาง-แนวคิดแผนฉบับ 11
ปิด 5 จุดเสี่ยง-สร้าง 6 ภูมิคุ้มกัน
การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ โดยประเทศไทยมีการจัดทำแผนพัฒนาฯครั้งแรก ในปี 2504 จนถึงปัจจุบันมีการจัดทำแผนพัฒนาฯมา 10 ฉบับแล้ว โดยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือฉบับที่ 10 ซึ่งจะสิ้นสุดแผน เดือน ก.ย. 2554
ดังนั้นระหว่างนี้จึงมีการจัดเตรียมร่างและกรอบของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสภาพัฒน์ได้วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และภัยคุกคาม เพื่อกำหนดทิศทาง จนล่าสุดได้ร่างแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ขึ้นมาแล้ว ขณะนี้อยู่ในช่วงการทำโฟกัสกรุ๊ประดมความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในระดับหมู่บ้าน ระดับภาค และระดับประเทศ เพื่อนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปปรับปรุง
จุดเด่นของการจัดทำร่างแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ของสภาพัฒน์คือ เป็น "แผนยุทธศาสตร์" ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่แผนฯ 8 ต่างจากที่ผ่านมาจะมีลักษณะเป็น "แผนพัฒนาฯ" โดยมีกรอบแนวความคิดคือ พยายาม "ปิดจุดอ่อน" ที่เป็นปัจจัยเสี่ยง โดยยึดวิสัยทัศน์ประเทศไทยปี 2570 เป็นเป้าหมาย แล้วมาวางกรอบ 5 ปี เริ่มจากการวิเคราะห์หา "จุดอ่อนของประเทศ" หรือปัจจัยเสี่ยงสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งสภาพัฒน์กลั่นกรองออกมาได้ 5 ข้อ
1.ความอ่อนแอของการบริหารภาครัฐ มิติการเมือง 30 ปีที่ผ่านมา การแย่งชิงอำนาจรัฐ การแสวงหาผลประโยชน์ เราไม่เคยคิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้ จึงถือเป็นจุดเสี่ยงอันดับหนึ่ง ของประเทศ
2.โครงสร้างเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ เพราะพึ่งการส่งออกมากเกินไป เราจะปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเคลื่อนไปตามกระแสโลกโดยเราคุมไม่ได้ เราควรสร้างระบบการลงทุนในประเทศที่มีการตอบแทนไม่ใช่แค่การส่งออก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เศรษฐกิจไทยขึ้นๆ ลงๆ เป็น "roller coaster" ตามกระแสโลก นอกจากนี้สภาพัฒน์ได้ศึกษาพบว่า 70% ของรายได้ประเทศถูกเอาไปตอบแทนนายทุนหรือผู้ที่เป็นเจ้าของทุน ส่วนแรงงานได้รับผลตอบแทนเพียง 30% ขณะที่ในยุโรปเจ้าของทุนได้รับผลตอบแทนเพียง 20% ของรายได้ประเทศ ส่วนคนที่ใช้แรงงาน เป็นแรงงานที่มีฝีมือได้รับผลตอบแทนถึง 80% เรื่องนี้เป็นโครงสร้างที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน
3.โครงสร้างประชากรอ่อนแอไม่สมดุล แนวโน้มจะเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะนี้วัยแรงงาน 5 คน แบกรับผู้สูงอายุ 1 คน แต่อีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าจะเหลือเพียง 3 คนเท่านั้น
4.ค่านิยมและวัฒนธรรมไทยอ่อนแอ
5.ทุนทรัพยากรและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอ่อนแอ เกิดการเปลี่ยนแปลงในฐานทรัพยากรธรรมชาติ
โดยมียุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาที่สภาพัฒน์กำหนดไว้ 7 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
1.ยุทธศาสตร์การสร้างฐานการผลิตที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็งและสมดุล
2.ยุทธศาสตร์การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต การค้า และการลงทุนในประเทศ และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาค
3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนให้เหมาะสมตามช่วงอายุ
4.ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างสังคมให้เป็นสังคมที่มั่นคง เป็นธรรม มีพลัง และเอื้ออาทร
5.ยุทธศาสตร์การเป็นเศรษฐกิจและสังคมสีเขียว
6.ยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลและมั่นคงของพลังงานและอาหาร
และ 7.ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งให้ภูมิภาคและพื้นที่เศรษฐกิจหลัก
> www.nesdb.go.th
> แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
เปลี่ยนไทยด้วย "คมคิด"
กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สถาบันเชนจ์ฟิวชั่น (Change Fusion) , สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน บริษัท ไอ.เอ็น.เอ็น. เรดิโอ จำกัด, สำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) , ศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน และ บริษัท พี ซี พี เอเซีย จำกัด ทำโครงการ ไอเดียประเทศไทย (Ideas for Thailand) ภายใต้แนวคิด "เมืองไทยเราสร้างได้" เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมไทย โดยระดมความคิดเห็นและความร่วมมือจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และคนไทยทั้งประเทศขึ้น
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล กรรมการโครงการฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยติดอยู่ที่ความคิดเชิงวิพากษ์ มักมองและฝากความหวังเรื่องการแก้ปัญหาและพัฒนาต่างๆ ไว้ที่รัฐบาล ทั้งที่ภาคเอกชน ภาคสังคม สามารถจะร่วมกันดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอรัฐ ซึ่งโครงการนี้รัฐจะช่วยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงความคิดดีๆ ของคนในสังคมมาช่วยพัฒนาประเทศ
อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเล่าถึงความเป็นไปได้ในภาคธุรกิจที่จะเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคม สามารถทำได้ และยังมีประสิทธิภาพอีกด้วย
อภิรดี พรเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ.เอ็น.เอ็น. เรดิโอ จำกัด และ พีระพงษ์ กลิ่นละออ ผู้อำนวยการสำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด บริษัท โทเทิลแอ็คแซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมงานเป็นพันธมิตรช่วยเหลือสร้างสรรค์สังคมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 นั้น ยืนยันว่าการมีส่วนร่วมถือเป็นปัจจัยสำคัญในการ "ปูทาง" เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ
ชบ ยอดแก้ว ผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อจัดสวัสดิการชุมชน จ.สงขลา ชี้ให้เห็นถึงปัญหาทุกวันนี้เกิดขึ้นเพราะตัวคน ดังนั้นการแก้ปัญหาและการพัฒนาทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวคน ซึ่งต้องเริ่มต้นจากที่ตัวเราทุกคนก่อน
ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารนิตยสารอะเดย์ เสนอความคิดว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องทำให้ทุกคนตระหนักว่า ตนเองมีคุณค่า และเป็นส่วนสำคัญในการร่วมเปลี่ยนแปลงสังคม
> www.pm.go.th/ideasforthailand
> www.prd.go.th
> www.thaitelecentre.org
> www.changefusion.org
> www.rakbankerd.com
> www.rd1677.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
รัฐบาลก้าวไม่ทันโลก นโยบายบิดเบี้ยว
...ช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม
1 ปีของ กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (Policy watch) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ์ ซึ่งเริ่มติดตามการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 จนถึงมิถุนายน 2553 ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มกล่าวว่า
"จากการจับตานโยบายรัฐบาลมาเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่ารัฐบาลยังก้าวช้ากว่าปัญหาหนึ่งก้าวเสมอ การทำงานเป็นเชิงตั้งรับมากกว่ามองไปข้างหน้าและป้องกันปัญหาที่จะ เกิดขึ้น"
ปัจจุบันเศรษฐกิจสังคมไทย เศรษฐกิจโลก รวมถึงกติกาในประเทศและกติการะหว่างประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนภาคการเมืองและรัฐไทยก้าวตามไม่ทัน ช่องว่างนโยบายเกิดจากปัญหาด้าน "ทิศทาง" คือเป็นนโยบายที่ไม่ถูกต้องอันเกิดจากสมมติฐานผิด ข้อมูลไม่เป็นจริง การแสวงหาผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในนโยบาย การมองภาพย่อยไม่เห็นภาพรวม
ขณะเดียวกันในเวทีสัมมนามีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจเพื่อปิดช่องว่างนโยบายดังนี้ ด้านมหภาค ควรปรับลดรายจ่ายประจำและรายจ่ายผูกพันระยะยาว เพื่อเป็นการรักษาวินัยการคลัง ด้านการคลัง มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มภาษี 1-2% ของจีดีพี โดยควรให้มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ภาษีสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีรายได้เพิ่มขึ้น การปรับปรุงด้านรายจ่ายรัฐบาลและ อปท. ตามแนวทางการเพิ่มพลังคนจน เช่น จัดสวัสดิการ และขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานที่ไม่เป็นทางการ สนับสนุนให้มีการวิจัยนโยบายสาธารณะอย่างจริงจัง เพื่อขยายพรมแดนความรู้ ช่วยให้เข้าใจว่าใครได้ใครเสีย
ถ้าให้จัดลำดับความสำคัญของนโยบายต้องทำเร่งด่วนเพื่อปิดช่องว่างนโยบาย มี 4 เรื่องพื้นฐาน ได้แก่ พื้นฐานอันดับแรกที่ต้องทำคือ "กติกา" พื้นฐานอันดับที่ 2 คือ เรื่องคุณภาพของคน พื้นฐานอันดับที่ 3 คือ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร จะต้องมีสถาบันเฉพาะทางเป็นรายสาขามากขึ้น พื้นฐานอันดับที่ 4 คือ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
> กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (Policy watch)
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
นับหนึ่ง...แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ต้องถอนราก "วงจรคนด้อยโอกาส"
"ดร.ปราณี ทินกร" อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้หนึ่งที่ทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ และด้านนโยบายการคลังเพื่อสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจนกับคนด้อยโอกาสมาอย่างต่อเนื่อง
ดร.ปราณีกล่าวว่า ควรทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ระบบเศรษฐกิจไทยเป็นระบบเศรษฐกิจ "ทุนนิยม" ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสียในตัวเอง "ต้องยอมรับว่าระบบทุนนิยมทำหน้าที่หลายอย่างค่อนข้างดีภายใต้กลไกตลาด แม้กระทั่งการจัดสรรรายได้ หรือการจัดทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ"
แต่ก็มีปัญหาในตัวเอง เช่น หากปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเองตามธรรมชาติ บางครั้งอาจเกิดความ "ล้มเหลว" ขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ตลาดการผลิตสินค้าสาธารณะ หรือ public goods ซึ่งเป็นตลาดที่รัฐเข้าไปแทรกแซง เพราะหากรัฐไม่แทรกแซง สินค้าสาธารณะก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะภาคเอกชนคงไม่ลงทุน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่มีกำไร
ในทำนองเดียวกัน "การกระจายรายได้" ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ผลคือคนที่ด้อยโอกาส คนที่อ่อนแอ อาจตกอยู่ในวงจรของคนที่อ่อนแอ หรือวงจรของคนที่ด้อยโอกาส เพราะคนที่เข้าไปเป็นผู้เล่นในตลาดมีทั้งคนแข็งแรง คนที่อ่อนแอ เช่น คนยากจน หรือแรงงานที่ยากจน ได้รับการศึกษาน้อย ค่าแรงน้อย ยามเจ็บไข้ก็ไม่มีเงินรักษา โดยเฉพาะเกษตรกรที่ยากจน ยังมีความเสี่ยงจากสภาพดินฟ้าอากาศ และราคาสินค้าที่เขาขายก็ขึ้นอยู่กับตลาดโลก ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงหลายเรื่อง ถ้าเราปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน ให้เขารับความเสี่ยงเหล่านี้ทั้งหมด ทั้งที่เขาเป็นคนด้อยโอกาสอยู่แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้คือวงจรอุบาทว์
นโยบายรัฐที่มุ่งเน้นการเติบโตและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยไม่ได้มุ่งเน้นการกระจายรายได้มากนัก เนื่องจากรัฐมุ่งหวังว่าผลของการเติบโตจะไหลรินลงไปสู่เบื้องล่าง ที่เรียกว่า trickle down effect เลยทำให้รัฐบาลไทยไม่ได้มีนโยบายชัดเจนอะไรในเรื่องการปฏิรูปที่ดิน การเก็บภาษีทรัพย์สิน การเก็บภาษีมรดก และการดูแลคนยากจน เพราะฉะนั้นนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นความเอียงของนโยบาย "นโยบายของรัฐยังมุ่งเน้นส่งเสริมกลุ่มทุน" แล้วยังเอียงไปพัฒนาอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการพัฒนาเมือง แทนที่จะมุ่งเน้นไปพัฒนาชนบท
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
แก้สมการ "ค่านิยม" ไทยๆ
"รายได้-รายจ่าย" = เงินออม
"รายได้-เงินออม" = ค่าใช้จ่าย
"เอ็นนู ซื่อสุวรรณ" รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ ในฐานะ "คน ธ.ก.ส." ที่ต้องเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา โดยลงพื้นที่รับรู้รับฟัง "เกษตรกร" มาตลอดชีวิตการทำงาน และเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความรู้สึกของคนฐานราก
"เอ็นนู" มองว่าการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้จะต้องก้าวข้ามประเด็น "การปรองดอง" โดยมองประเทศโดยรวมว่าเมืองไทยมีดีอะไร อะไรยังมีปัญหา และควรแก้อย่างไร ที่ดีอยู่แล้วทำให้ดีขึ้นได้ไหม
พร้อมกับมองกลยุทธ์การขับเคลื่อนการปฏิรูปว่าต้องอาศัย
1.พลังความร่วมมือจากสื่อ ต่อให้คณะกรรมการคุยกันอย่างไร หากคนไม่ได้ยิน ก็ไม่สำเร็จ นักการเมืองก็ไม่ฟัง
2.การลงพื้นที่จริง ทำงานร่วมกับคนในท้องถิ่น ชุมชน ให้เขาพูดกับเราได้ตรง
บ้านเมืองเราเดินแบบทุนนิยมมาไกลมาก ทำให้เราไปเชื่อเรื่อง "เงิน" ทั้งๆ ที่ "เงิน" ควรเป็น "เครื่องมือ" ไม่ใช่ "เป้าหมาย" เงินทำให้สะดวก แต่เอาเครื่องมือมาเป็นเป้าหมาย ทำให้คนจะพยายามให้ได้มาด้วยวิธีใดก็ได้โดยไม่สนใจ สังคมจึงเพี้ยนหมด
และคนตัวใหญ่กินเยอะ ดังนั้นการแก้ต้องมาจากผู้ที่มีอำนาจต้องยอมรับก่อนว่า เรา "ไปไม่รอด" ถ้าสังคมยังปล่อยให้อยู่อย่างนี้ ต้องยอมสละสิ่งที่ตัวเองได้สิทธิเหนือคนอื่น ดังนั้นต้องแก้จากข้างบน ต้องยอมสละบางส่วน หรือยุติการกอบโกย แล้วต้องแบ่งปัน
"เรายังมีคนยังไม่ยอมพอ ยังพยายามใช้ทุกอย่างที่ตัวเองได้เปรียบ เราถูกฝรั่งกรอกหูมาว่า compettiveness เป็นคาถาสำคัญ เราจะต้องเอาชนะคนอื่น เราจะสร้างความได้เปรียบตรงไหนบ้าง ไม่เห็นมีข้อไหนที่พูดถึงการแบ่งปัน เขาไม่ได้สอน เขาเน้นการได้เปรียบ หากเรายังเชื่อทฤษฎีนี้ คุณก็มีปัญหานะ พิสูจน์แล้วระดับโลกที่เขามีปัญหา"
> www.baac.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 9 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
The Story of 'แอนนี่ เลนนาร์ด'
นักท่อง(หลุม)ขยะสุดขอบโลก
"หลุมทิ้งขยะ" ทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป แอนนี่ เลนนาร์ด นักเคลื่อนไหวและรณรงค์สายเลือดอเมริกัน วัย 46 เริ่มต้นบทสนทนาด้วยประโยคนั้น ซึ่งกลายมาเป็นเข็มทิศใหญ่ให้ชีวิตเริ่มต้นออกเดินทางท่องเที่ยว "หลุมขยะ" ทั่วโลก กินเวลานาน 10 ปี กับอีก 40 ประเทศ เพื่อจะค้นพบว่า "ข้าวของ" กับ "ขยะ" นั้นแทบจะไม่ต่างกันเลย ขึ้นอยู่แค่ว่าคุณเบื่อมันหรือยัง
ข้อมูลทั้งหมดถูกแปรรูปและย่อยออกมาเป็น The Story of stuff (เรื่องราวข้าวของ) แอนิเมชั่นน่ารักๆ เข้าใจง่ายๆ แต่ตีแผ่ลัทธิบริโภคนิยม, วัตถุนิยมแบบถึงกึ๋น ยกตัวอย่างเช่น คนอเมริกันบริโภคทรัพยากรราวๆ 40 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกทั้งหมด และถ้าทุกคนจะบริโภคแบบอเมริกันชน ก็คงต้องมีโลกไว้สำรองอีก 3-4 ใบ, 99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งของจะกลายเป็นขยะภายในเวลาเพียง 6 เดือน ฯลฯ ปี 2007 วันแรกที่เปิดตัวและปล่อยแอนิเมชั่นความยาว 20 นาทีชุดนี้ออกไป ยอดคลิกเรทสูงถึง 50,000 ครั้ง จนถึงวันนี้มียอดคลิกชมสูงถึง 12 ล้านครั้งแล้ว เฉลี่ยมีคนดูวันละ 10,000 คน
เธอเพิ่งจะเสร็จสิ้นกับแอนิเมชั่นชุดล่าสุด The Story of cosmetics เจาะกลุ่มคนรักสวยรักงามที่ไม่รู้ว่าตัวเองอ่วมไปด้วยสารพิษ มาเมืองไทยคราวนี้จากเทียบเชิญของมูลนิธิบูรณะนิเวศ, คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม, โครงการเราเปลี่ยน โลกเปลี่ยน และโครงการกินเปลี่ยนโลก
สิ่งสำคัญเลยคือ อย่าโทษตัวเองเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งนึงที่พวกบริษัทมักจะทำกันคือ บอกว่าเรื่องพวกนี้เป็นปัญหาของพวกคุณ ขยะเกิดขึ้นเพราะพวกคุณเลือกที่จะใช้ถุงพลาสติกเอง เพราะคุณใช้แท็กซี่แทนจักรยาน พวกบริษัทเหล่านี้ชอบโยนให้มันเป็นปัญหาของคุณ แต่เราไม่มีทางเลือก เราไม่ได้เป็นคนใส่สารพิษลงไป เรามีส่วนตัดสินใจหรือ เปล่าเลย บริษัทเหล่านั้นต่างหาก
> www.storyofstuff.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
โลกของเด็ก 2010
นักศึกษาอเมริกันที่จะเริ่มปีการศึกษานี้ มองว่าการติดต่อทางอีเมลไม่ทันใจ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยยังคัดลายมือไม่เป็น ทั้งยังไม่เคยใส่นาฬิกาข้อมือด้วย วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่เคยใช้โทรศัพท์พื้นฐานแบบมีสายพ่วงกับตัวเครื่อง!!! เฟรชชีรุ่นใหม่ยังคิดว่า บีโธเฟนคือสุนัข และไมเคิลแองเจโลคือไวรัสคอมพิวเตอร์ ขณะที่เฟอร์กีคือนักร้องเพลงป็อป ไม่ใช่ดัชเชสส์ และจอห์น แมคเอนโร คือคนที่แสดงภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ ไม่ใช่นักเทนนิส
ที่ระบุมาเป็นบางส่วนในรายการ 75 ข้อที่รวบรวมไว้ใน "Mindset List" ของ มหาวิทยาลัยเบลอต โดยแต่ละปีเจ้าหน้าที่ 2 คนของทางมหาวิทยาลัยจะรวบรวมมุมมองของนักศึกษาใหม่ เพื่อเป็นคู่มือแก่บรรดาอาจารย์ให้ตระหนักอยู่เสมอว่า การพาดพิงหรือหยิบยกบุคคล สถานการณ์ หรือเรื่องราวทางวัฒนธรรมมาพูดถึงนั้น อาจสร้างความงงงวยแก่บรรดาเฟรชชีรุ่นล่า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดในปี พ.ศ.2535
รอน นีฟ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายกิจการทั่วไปประจำมหาวิทยาลัย และ อาจารย์ทอม แมคไบรด์ ทำหน้าที่รวบรวมแนวความเห็นของเฟรชชีมาได้ 13 ปีแล้ว ทั้งคู่บอกว่ามุมมองของบรรดาเฟรชชีช่วยให้พวกเขามองเห็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี
อย่างกรณีของชั้นเรียน ค.ศ.2004 ซึ่งเฟรชชีไม่เคยพูดถึงรัสเซียกับจีนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนชั้นเรียนค.ศ.2006 ก็ไม่เคยทราบว่ามีการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ นอกจากนั้น นักศึกษาในชั้นเรียน 2009 ส่วนใหญ่คิดว่าอิรักและอิหร่านไม่เคยทำสงครามกัน ขณะที่สำหรับนักศึกษาอเมริกันที่สำเร็จการศึกษาปีนี้ พวกเขาคิดว่าเยอรมนีไม่เคยแบ่งเป็นตะวันตกกับตะวันออก ทั้งยังคิดว่าเรียลลิตีโชว์ทางโทรทัศน์เป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว และสายการบินสหรัฐไม่เคยอนุญาตให้สูบบุหรี่บนเครื่อง หากถามถึงความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะยิงขีปนาวุธโจมตีสหรัฐ นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะภาพของรัสเซียกับอเมริกาที่เฟรชชีรุ่นนี้เห็น คือนักบินอวกาศจากสองชาติที่ทำงานขลุกอยู่ด้วยกันบนห้วงอวกาศ
ท้ายที่สุดแล้ว รายชื่อเหล่านี้ตอกย้ำว่ามุมมองของคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด เพราะสำหรับชั้นเรียนที่จะสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ.2013 ไมค์ ไทสัน ถูกมองเป็นคนที่ทำผิดกฎหมาย ขณะที่นักศึกษาซึ่งสำเร็จการศึกษา 5 ปีก่อนหน้านี้ มองว่าไทสันเป็นนักชกตลอดกาล
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 20 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ บริหาร "ปัญญาภิวัฒน์" ผ่าน DJT Model
แม้ "สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์" หรือ PIT จะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเกิดใหม่เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่กลับเป็นสถาบันการศึกษาที่ถูกพูดถึงในวงกว้างถึงความน่าสนใจและความเชื่อมั่นต่อหลักสูตร เพราะไม่เพียงจะนำหน้าเปิดสอนหลักสูตรใหม่ๆ ที่กำลังเข้ากระแส อย่างการจัดการธุรกิจค้าปลีก หรือการจัดการโลจิสติกส์ ยังมีจุดสำคัญอยู่ที่การเป็นสถาบันในเครือข่ายธุรกิจใหญ่ยักษ์ของประเทศอย่าง บริษัท ซีพี ออลล ์ ธุรกิจในเครือของ ซี.พี. ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งหมายถึงความแข็งแรงในด้านหลักสูตรและบุคลากรผู้สอนที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญที่ถูกถอดเป็นบทเรียนที่นำไปใช้ได้อย่างทันเหตุการณ์
และสิ่งที่ทำให้สถาบันการศึกษาแห่งนี้น่าจับตายิ่งขึ้น คือการก้าวเข้ามารับตำแหน่งอธิการบดีคนใหม่ของ "รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์" อดีตอาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกูรูผู้วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจมือดีของไทย หลังจากอยู่ในแวดวงวิชาการของภาครัฐมากว่า 32 ปี
รศ.ดร.สมภพกล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์ของประเทศ ทางสถาบันจะต้องมีการทำการเรียนการสอนและการทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ของประเทศใน 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสมรรถนะและขีดความสามารถด้านการแข่งขันในทางเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศ การเตรียมตัวมุ่งสู่โลกเศรษฐกิจที่อิงกับภาคบริการที่เรียกว่า Service-based Economy การรองรับการขยายตัวของภาคเมืองที่จะตามมากับการลงทุนด้านสาธารณูปโภคต่างๆ การเพิ่มสมรรถนะของภาคเกษตร เน้นการใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาเป็นปัจจัยในการเพิ่มมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญต่อพลวัตความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและธุรกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของภูมิภาคเอเชียที่จะเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ด้วย
ด้านยุทธศาสตร์ระดับสถาบันจะมุ่งเป็น Corporate University แห่งแรกของไทยที่มีภาคธุรกิจให้การสนับสนุน พัฒนาแบบอย่างการเรียนการสอนและทำวิจัยด้วยการเชื่อมโยงความรู้ด้านวิชาการที่เป็นทฤษฎีเข้าสู่ภาคปฏิบัติ (Work-based)
ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว รศ.ดร. สมภพยังได้ออกแบบโมเดลใหม่สำหรับการบริหารงานในชื่อ "DJT (Deutsche, Japan, Thailand) Business Model" Deutsche Model หมายถึง ประเทศเยอรมนี คือ WIP ที่มาจาก W= Work base lerning เรียนควบคู่กับการทำงาน, I= Innovation มีนวัตกรรม และ P= Productivity ความสามารถในการเพิ่มผลผลิต Japan Model ของญี่ปุ่น MIT คือ Market able สินค้าที่สามารถขายได้, Information ข้อมูลข่าวสารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผน และ Technology การใช้เทคโนโลยี และสุดท้าย Thailand Model สูตรสำเร็จแบบไทยๆ ประกอบด้วย Creativity ความคิดสร้างสรรค์, Flexible ความยืดหยุ่น และ Relaxation การผ่อนคลาย
จาก DJT เชื่อมโยงเข้ามาสู่ PIT ที่หมายถึง Practicality คิดเป็น ทำเป็น Innovation Soft การพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และ Innovation Hard เรื่องของไอทีที่จะมาตอบสนอง และสุดท้าย Totality การสร้างความรู้ที่เป็นองค์รวม
> www.pit.ac.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
SWUNIPLEX ภารกิจ "มศว" ส่งต่อ "มวลชน"
ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา กรรมการและเลขานุการสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เริ่มต้นเท้าความไปไกลถึงแผนยุทธศาสตร์ 15 ปี ต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ไปจนถึง พ.ศ.2567 บนภารกิจหลัก คือ เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ด้วย 9 ยุทธศาสตร์ (Super Strategic Action Plan - SSAP) สู่การเป็นแหล่งความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ (Learning Innovation), การพัฒนาการวิจัยทางด้านวัฒนธรรมและศิลปะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้, การพัฒนาความเป็นนานาชาติและความเป็นสากล, การพัฒนาและเสริมสร้างปัญญา, สร้างระบบทุนการศึกษาระดับสร้างสรรค์, จัดตั้งกองทุนตักศิลานวัตกรรมการเรียนรู้ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการวิจัย และกองทุนพัฒนาประสิทธิภาพบุคลากร
ที่สำคัญ คือ การพัฒนางานบริการวิชาการเพื่อการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งผศ.นพ.เฉลิมชัย นำเสนอแนวคิดที่ว่า "1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย" โดยหากว่ามหาวิทยาลัยของรัฐเลือกที่จะทุ่มเทสรรพกำลังทางวิชาการของตนลงไปเพื่อการพัฒนาจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งนั้น ก็จะสามารถผลักดันให้เกิดการพัฒนาได้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ และสำหรับ มศว เองก็เลือกแล้ว ว่าจะส่งกำลังสนับสนุนในทุกด้านไปยัง จ.สระแก้ว ทั้งการส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ลงไปทำการรักษาพยาบาล ไปจนถึงการส่งนักวิชาการด้านต่างๆ ลงไปช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ ต่อยอดองค์ความรู้ สร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้าน เป็นต้น
จะทำเรื่องทั้งหมดนี้ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ "เงิน" แผนการหาเงินจึงเริ่มต้นขึ้น โดย ศรีนครินทรวิโรฒ ยูนิเวอร์ซิตี้ คอมเพล็กซ์ หรือ "สวูนิเพล็กซ์" (SWUNIPLEX) คือ คำตอบของการหาเงินเพื่อส่งต่อแก่มวลชน พื้นที่ในส่วนที่ มศว จะทำเองนั้น อาทิ ศูนย์ผิวหนัง, มศว คลีนิค, กายภาพบำบัด, ทันตกรรมพิเศษ ไปจนถึงทำโรงแรม โรงละคร มิวสิคฮอลล์ ซึ่งทั้งหมดต่อยอดจากงานทางวิชาการที่มีอยู่แล้วในมหาวิทยาลัย ส่วนดีลที่มหาวิทยาลัยทำกับภาคเอกชนผู้มาเช่าตึกนั้นก็ไม่ได้เป็นเพื่อการพาณิชย์ไปเสียทั้งหมด เพราะยังมีเงื่อนไขที่ มศว ยื่นต่อผู้เช่าให้ร่วมมือด้วย
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
มหา'ลัยสโลว์ฟูด
มหาวิทยาลัย "ศาสตร์แห่งการรับประทานที่ดี" หรือ ยูเอ็นไอเอสซี (The Gastronomic Science University) ตั้งอยู่ใจกลางแคว้น Langhe ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไวน์ ทั้งยังอยู่ใกล้เมืองอัลบา ซึ่งเป็นนครหลวงแห่งเห็ดขาว มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 หรือ 6 ปีที่แล้ว อาคารสำหรับการเรียนการสอนมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และเคยเป็นปราสาทของเฮาส์ออฟซาวอย หรือชุมชนที่เติบโตขึ้นพร้อมคอมมูนอิสระอื่นๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งได้ปกครองอาณาจักรอิตาลีสมัยโบราณ
"มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือกำเนิดจากแนวคิดของคาร์โล เปตรินี (ผู้ให้กำเนิดสโลว์ฟูด ) ที่มองว่าการรับประทานอาหารที่ดีเป็นเหมือนศาสตร์ และมีส่วนผสมของวัฒนธรรม รวมถึงความเป็นมนุษย์ โดยมีความเข้าใจคุณค่าของอาหารในทุกๆ ขั้นตอน" วอลเตอร์ คันติโน ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัย เผยความเป็นมา
นักศึกษาที่เข้าเรียนสถาบันแห่งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่การจบออกไปเป็นเชฟ แต่มุ่งเป็นผู้ที่พิถีพิถันกับการรับประทาน ซึ่งนับเป็นอาชีพใหม่ที่สามารถทำงานได้ในหลากหลายสาขา ในทุกขั้นตอนของการแปรรูปคุณภาพอาหาร ตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย การส่งเสริมการขาย และการสื่อสาร หลักสูตรการเรียนการสอนเน้นหนักที่ต้านทานกระแสโลกาภิวัตน์ และการสนับสนุนให้ทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น อย่างวิชาปฐพีศาสตร์ การปลูกไวน์ ชีววิทยา การวิเคราะห์อาหารด้วยประสาทสัมผัส ประวัติของการประกอบอาหารและการทำไวน์ มานุษยวิทยา และการตลาด
นอกจากการศึกษาภาคปกติแล้ว สถาบันแห่งนี้ยังเปิดคอร์สออนไลน์ภาคฤดูร้อน เน้นการเรียนการสอนด้านความยั่งยืนและนโยบายด้านอาหาร รวมถึงมีวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาให้ความรู้แก่นักศึกษาในวิชาต่างๆ เช่น ระบบสังคมและการเปลี่ยนแปลง พลังงานและการผลิตอย่างเป็นระบบ ความหลากหลายทางชีววิทยาและระบบนิเวศน์วิทยา สินค้า-ทรัพยากรร่วมกันและการแลกเปลี่ยน กฎหมาย-สิทธิและนโยบาย การศึกษาอย่างยั่งยืน ความรู้ดั้งเดิม-เพศและคุณค่าที่ไม่ใช่วัตถุ ความรื่นเริงและความเป็นอยู่ที่ดี
> www.unisg.it
> www.slowfood.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
ผนึก 8 สถาบันตั้ง "ศูนย์ข้อมูลวิจัยไทย"
ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สวทช. จะจัดยุทธศาสตร์วิจัยใหม่ จากเดิมมี 8 กลุ่มยุทธศาสตร์ จะลดเหลือ 5 ยุทธศาสตร์ใหญ่ เพื่อให้ตรงกับปัญหาและโอกาสของประเทศ ประกอบด้วย 1. ด้านอาหารและการเกษตร 2. พลังงานและสิ่งแวดล้อม 3. สุขภาพและสาธารณสุข 4. อุตสาหกรรมการผลิต 5. ชุมชนและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่สำคัญมาก เพราะนักวิจัยของ สวทช. ส่วนใหญ่จะเก่งด้านวิชาการ แต่ขาดประสบการณ์ด้านชีวิตจริง และข้อเท็จจริงของประเทศ ดังนั้น ต้องลงพื้นที่ เพื่อรับคำปรึกษาจากคนในพื้นที่ เพื่อหาคำตอบว่า วิทยาศาสตร์จะช่วยอะไรได้บ้าง ที่ผ่านมาพบว่าเงินไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ความสำเร็จต้องมาจากความรู้ ความเข้าใจ เวลาและเงิน จากนั้นจึงจะนำความรู้ลงสู่ชุมชน ไม่ใช่ไปอวดรู้ การศึกษาในชุมชนชนบทถือเป็นสิ่งสำคัญที่ สวทช.จะต้องเข้าไปดำเนินงาน
"ที่สำคัญขณะนี้ สวทช. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัย 8 แห่ง คือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดตั้งศูนย์ข้อมูลด้านงานวิจัยของประเทศ มี สวทช. เป็นเจ้าภาพ เพื่อให้บริการด้านฐานข้อมูลงานวิจัยทั้งหมด เหมือนห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าภายใน 1-2 เดือนข้างหน้าจะแล้วเสร็จ"
> สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
> สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
> สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
> สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.)
> สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
> สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
> สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
> สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 16 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
"บ้านพอเพียง" นวัตกรรมยุคประหยัดพลังงาน
รศ.ดร.วรสัณฑ์ บูรณากาญจน์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้า โครงการวิจัยแบบบูรณาการต่อยอดองค์ความรู้ประหยัดพลังงานสู่บ้านพอเพียง เปิดเผยว่า บ้านพอเพียงเกิดขึ้นจากการต่อยอดองค์ความรู้งานวิจัยสาขาต่างๆ ของจุฬาฯ ที่สะสมมานานกว่า 40 ปี ให้เกิดเป็นรูปธรรม และทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ปานกลาง
"เราคำนึงถึงความยั่งยืนเป็นหลัก โดยนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ผสมผสานกับการออกแบบ วัสดุ ระบบอาคาร และการแปลงทรัพยากรธรรมชาติให้สมดุลกับสภาพแวดล้อม เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย"
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบบ้านพอเพียงคือ การปรับสภาพแวดล้อมภายนอกอาคาร โดยการปลูกต้นไม้ทรงสูงเพื่อให้ร่มเงาและป้องกันแสงแดดจากดวงอาทิตย์ ปลูกไม้พุ่มเตี้ยและพืชคลุมดินเพื่อลดการสะสมความร้อนและลดอุณหภูมิพื้นผิวจากการระเหยของน้ำ เพิ่มบ่อน้ำทางด้านทิศใต้เพื่อช่วยลดอุณหภูมิอากาศจากกระแสลม รวมถึงการปรับกระแสและทิศทางลม
ส่วนตัวบ้านนั้นออกแบบให้ลดพื้นที่ผิวอาคาร เพื่อลดพื้นที่การถ่ายเทความร้อน และออกแบบระบบผนังให้เป็นโครงสร้างของบ้านด้วยเพื่อให้รองรับน้ำหนักบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเสาและคานรองรับ ทำให้พื้นที่ใช้สอยในบ้านโล่งกว้าง สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อนและความชื้นเข้าสู่ตัวอาคารจึงเป็นหัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งของบ้านพอเพียง ผนังบ้านทั้งหมดจึงใช้วัสดุเม็ดโฟมคอนกรีตที่ทำจากโฟมรีไซเคิล มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ต้านทานแรงลมได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นฉนวนกันความร้อนและความชื้นได้ดีกว่าผนังอิฐมวลเบาหรือก่ออิฐฉาบปูน 10-12 เท่า ประตูและหน้าต่างทุกบานเป็นกระจกให้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้าสู่ตัวบ้านและลดการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวัน โดยใช้กระจกลามิเนตติดฟิล์มป้องกันรังสีอัลตราไวโอเล็ต (ยูวี) และมีคุณสมบัติเดียวกับกระจกรถยนต์ คือ ไม่แตกง่าย เมื่อแตกแล้วเศษกระจกจะไม่กระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กรอบประตูและหน้าต่างทำจากพลาสติกยูพีวีซีที่แข็งแรง ทนทานต่อรังสียูวีมากกว่าพีวีซีธรรมดา และมีระบบล็อคหลายจุดที่มีความปลอดภัยต่อการงัดแงะสูงกว่า หลังคาเป็นระบบผสมผสานโครงสร้างฝ้าเพดานและคุณสมบัติฉนวนกันความร้อนที่กันความร้อนได้ดีกว่าหลังคากระเบื้องคอนกรีตถึง 24 เท่า โดยไม่ต้องมีโครงสร้างขื่อและแป จึงสร้างได้รวดเร็ว น้ำหนักเบากว่า 10 เท่า ไม่มีปัญหาน้ำรั่วซึม และสามารถใช้พื้นที่ภายในใต้หลังคาได้ทั้งหมด
โดยใช้เวลาเพียง 90 วัน ก็สามารถสร้างบ้านพอเพียงได้ 1 หลังที่มีขนาด 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องพระ 1 ห้องรับแขก และ 1 ห้องรับประทานอาหาร บนพื้นที่ใช้สอยราว 140 ตารางเมตร และมีน้ำหนักอาคารลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับบ้านทั่วไปขนาดเดียวกันที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างนาน 240-360 วัน ข้อดี และจุดเด่นอีกประการของบ้านพอเพียงคือใช้วัสดุที่ผลิตได้ภายในประเทศทั้งหมด
โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ วิทยาเขตบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา อนุเคราะห์พื้นที่ในการสร้างบ้านต้นแบบ และจะมีการแสดงแบบจำลองบ้านพอเพียงให้ผู้สนใจชมกันใน งานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาต ิ ประจำปี 2553 ระหว่างวันที่ 26-30 ส.ค. ที่จะถึงนี้ ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 21 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
สมบูรณ์ คงสมศักดิ์ศิริ พลิกตำรารีไซเคิลวัสดุ
วิจัยนวัตกรรมอิฐมวลเบาด้วยเศษโฟม
"ผศ.สมบูรณ์ คงสมศักดิ์ศิริ" อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วัย 57 ปี ใช้เวลาค้นคว้าเกี่ยวกับการนำวัสดุรีไซเคิลมาพัฒนาเป็น "นวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง" เพื่อใช้เป็นวัสดุทดแทนธรรมชาติ กว่า 5 ปีที่ผ่านมา นับจากปี 2548 มีวัสดุทดแทนเกิดขึ้นแล้ว 11 รายการ
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นมาสเตอร์พีซคือ "อิฐมวลเบา" ที่ใช้วัสดุเหลือทิ้งอย่าง "เศษโฟม" มารีไซเคิล โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) และ บริษัท โปลิโฟมอุตสาหกรรม จำกัด จนกลายเป็นอิฐมวลเบาที่นำมาก่อผนังได้จริง มีความแข็งแรงได้ตามมาตรฐานและค่าการดูดซึมน้ำต่ำ การเลือกใช้เศษโฟมรีไซเคิลมาเป็นส่วนผสม ยังมีข้อดีในเรื่องการประหยัดพลังงาน เพราะมีคุณสมบัติเป็นฉนวน เฉลี่ยแล้วประหยัดแอร์ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 30% และช่วยเก็บความเย็นภายในห้องได้อีกนานหลายชั่วโมงหลังจากปิดแอร์ ส่วนต้นทุนการผลิตก็ถือว่าถูกมาก
วัสดุตัวอื่นๆ ก็ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน "บล็อกประสานมวลเบาจากดินเหนียว" เกิดจากการนำสิ่งใกล้ตัวอย่าง "ดินเหนียว" มาผสมปูนซีเมนต์ในอัตราที่เหมาะสม และขึ้นรูปเป็นบล็อกดินเหนียวที่สามารถนำมาก่อผนังได้ดี เช่นเดียวกับอิฐมวลเบา แต่มีจุดเด่นคือน้ำหนักเบากว่า
ส่วน "แผ่นไม้ฝาจากไฟเบอร์ซีเมนต์" เป็นผลิตภัณฑ์ที่วิจัยแล้วเสร็จมีรูปร่างแทบไม่แตกต่างจากไม้ฝาที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด ส่วนผสมหลักมี 3 อย่าง คือ กระดาษถ่ายเอกสารทั่วไป นำมารีไซเคิลและผ่านกรรมวิธีให้เหลือเฉพาะเยื่อกระดาษ จากนั้นนำมาผสมกับซีเมนต์และทราย การันตีว่าสามารถทนฝนทนแดดได้สบาย
นอกจากนี้ยังมี "บล็อกมวลเบาจากตะกอนประปา" มาจากการนำตะกอนดินจากน้ำประปามาผสมกับปูนซีเมนต์และน้ำยาเคมี กลายเป็นบล็อกมวลเบาที่สามารถนำไปก่อเป็นผนังได้
ล่าสุดอาจารย์นักคิดรายนี้ยังตระเตรียมสร้าง "บ้านโดมไร้เสา" เป็นบ้านตัวอย่างที่มีรูปทรงคล้ายบ้านชาวเอสกิโม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7.70 เมตร สูง 4 เมตร ก่อสร้างจากแผ่นผนังดินเหนียวมวลเบา ผสมโฟม
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 2 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
รีไซเคิลขยะเป็นบ้านอบอุ่น
เพื่อนพึ่งภาฯนำช่วยผู้ประสบอุทกภัย
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมกับ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จัดงานเปิดตัวโครงการ "หลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก" โดยนำกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วไปรีไซเคิลผลิตเป็นแผ่นหลังคา เพื่อนำไปช่วยเหลือการสร้างที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่ประสบอุทกภัย
เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จะนำกล่องเครื่องดื่มที่ใช้แล้วมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นแผ่นหลังคา ไม่มีการใช้สารเคมีประกอบในกระบวนการผลิต ซึ่งมีคุณสมบัติไม่แตกง่าย ทนไฟ ไม่ดูดซับแสงแดดหรือความร้อน โดยจะใช้กล่องเครื่องดื่มใช้แล้วจำนวน 2,000 กล่อง สามารถนำไปผลิตเป็นแผ่นหลังคาได้ 1 แผ่นขนาด 2.40 x 0.90 เมตร ในการผลิตนี้นับเป็นการช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง 900 กิโลกรัม และช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บขยะประมาณ 4 ตารางเมตรด้วย
สำหรับโครงการนี้มีแผนดำเนินการรวมเป็นระยะเวลา 3 ปี ระหว่างปี 2553-2555 ซึ่งระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ธ.ค.2553 โดยมีเป้าหมายว่า น่าจะเก็บกล่องได้ 4 ล้านกล่อง เพื่อที่จะนำมาทำแผ่นหลังคาได้ประมาณ 2,000 แผ่น
> www.greenroof.in.th
> วิธีืำทำหลังคาด้วยกล่องนม จากอินเดีย | จาก www.youtube.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 17 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
เปิดแล้วดุสิตธานีเมืองประชาธิปไตยของรัชกาลที่ 6
ดุสิตธานี นั้น คือถิ่นประชาธิปไตยถิ่นหนึ่ง ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่น มาตั้งแต่เสด็จกลับจากการศึกษา ณ ทวีปยุโรป ตามพระมโนคติปรารถนาใคร่จะได้เห็นประเทศมีระบอบปกครองอันนั้น ดุสิตธานีมีการปกครองแบบประชาธิปไตยแท้ มีนคราภิบาลเป็นผู้ปกครอง มีผู้แทนราษฎรที่ราษฎรเลือกตั้งเข้ามาเรียกว่า เชฏฐบุรุษ มีการประชุมเป็นครั้งคราว นายราม (ซึ่งชาวดุสิตธานีพากันเรียกว่า ท่านราม) เป็นเนติบัณฑิตรับว่าความทั่วไป มีพระราชนิพนธ์ธรรมนูญประชาธิปไตยขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ดุสิตธานีเมืองประชาธิปไตยในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ล่มสลายหายไปเมื่อสิ้นรัชกาล จนกระทั่งได้รื้อฟื้นสร้างขึ้นใหม่โดย มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มี ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นรองประธาน โดยสร้างและประดิษฐานอยู่ ณ ชั้นที่ 4 ตึกวชิราวุธานุสรณ์ ในหอสมุดแห่งชาติ เมือสร้างเสร็จได้ดูแลรักษาและปรับปรุงเรื่อยมาจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะเปิดอย่างเป็นทางการ วันที่ 16 มิ.ย. 2553
ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นมีอยู่ 2 แห่ง แห่งที่ 1 ดุสิตธานีรอบๆ พระที่นั่งอุดร ในพระราชวังดุสิต เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 21 ก.ค.2461 เนื่องด้วยแห่งแรกคับแคบ ประจวบกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้แปรพระราชฐานไปประทับที่วังพญาไท จึงได้ย้าย ดุสิตธานี ไปอยู่ที่พญาไทตั้งแต่เดือน ธ.ค.2462 และอยู่ต่อมาจนสิ้นรัชกาล ในปัจจุบันเป็นส่วนด้านหลังของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ดุสิตธานีเมืองประชาธิปไตยตั้งบนเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมหลากหลายกว่า 300 หลัง มีทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ปราสาทพระราชวัง วัดวาอาราม สถานที่ราชการ โรงทหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาดร้านค้า ธนาคาร โรงละคร โรงภาพยนตร์ สโมสร บริษัท สำนักงาน แต่อาคารสถานที่เหล่านั้นย่อส่วนลงให้เล็กเหลือประมาณ 1 ใน 20 ของจริง
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 สวรรคต อาคารจำลองต่างๆ ได้กระจายไป ส่วนที่เป็นบ้านเรือนคหบดี เจ้าของก็นำกลับไปเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว อาคารจำลองส่วนที่ยังคงเหลือประกอบด้วยพระราชวังและวัดรวม 14 หลัง ได้นำมาบูรณะใหม่ และจัดแสดงภูมิทัศน์ตามภาพถ่ายทางอากาศตามความเหมาะสม โดยเพิ่มเติมถนนคูคลอง และสะพานเชื่อมให้สวยงามและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
> ข้อมูลเพิ่มเติม | จาก หอวชิราวุธานุสรณ์
> พาชมดุสิตธานี โดย หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล | จาก www.krama6.su.ac.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 13 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
คลังข้อมูลมานุษยวิทยาออนไลน์
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) รวบรวมข้อมูลงานวิจัยทางด้านมานุษยวิทยาและสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการจัดทำเป็น 'คลังข้อมูลมานุษยวิทยาออนไลน์' ซึ่งเปิดให้บริการสืบค้นข้อมูลทางด้านมานุษยวิทยาในแขนงต่างๆ ที่น่าสนใจ รวมถึงนิทรรศการออนไลน์ที่น่าสนใจ และยังเป็นศูนย์รวมข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆ ในแวดวงมานุษยวิทยาอีกด้วย
> ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
> ข่าวมานุษยวิทยา (Anthropological News Clipping)
> ห้องสมุดมานุษยวิทยา
> หนังสือเก่าชาวสยาม
> ฐานข้อมูลจดหมายเหตุนักมานุษยวิทยาในประเทศไทย
> ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์
> ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
> ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
> นิทรรศการพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทย
> นิทรรศการชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี
> พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาในประเทศไทย
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553]
+ bird's eye view
รากเหง้าแห่งศิลปะไทย
'รากเหง้าแห่งศิลปะไทย' หนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเล่มล่าสุดของนักวิชาการระดับแนวหน้าคนหนึ่ง รองศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เมธีวิจัยอาวุโสสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งได้พากเพียรเรียบเรียงมาเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี ภายใต้ร่มเงาของ สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์
เนื้อหาเป็นการรวบรวมทฤษฎีใหม่ที่ครอบคลุมระยะเวลา 700 ปี ของงานพุทธศิลป์ พราหมณศิลป์ และศิลปะอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากแหล่งอารยธรรมใกล้เคียง เช่น จีนและอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น อันนับเป็นรากเหง้าของศิลปะไทยในเวลาต่อมา ไม่ผิดหากจะเรียกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับศิลปะไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 19 ที่สมบูรณ์ที่สุด
> ข้อมูลเพิ่มเติม | จาก www.riverbooksbk.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552]
+ bird's eye view
หนังสือชุด ลักษณะไทย
> www.laksanathai.com
> ดาวน์โหลดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
+ bird's eye view
วารสารเมืองโบราณ ๓๖.๒
วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๒
เมษายน - มิถุนายน ๒๕๕๓
> www.muangboranjournal.com
+ bird's eye view
นิตยสารศิลปวัฒนธรรม
ปีที่ 31 ฉบับที่ 10 , สิงหาคม 2553
> ข้อมูลเพิ่มเติม
+ bird's eye view
ขอแนะนำเว็บไซต์ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ
> เว็บไซต์ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ
> ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี
> อ่านนวนิยายเรื่อง หนุ่มหน่ายคัมภีร์ (2512) และ แม่นาค (2550)
> ฟังเพลงชุด เพลงกรุงเทพฯ (2549)
+ bird's eye view
สนุกนึกกับ นิวัติ กองเพียร
นิวัติ กองเพียร พร้อมเผยตัวตนและข้อเขียนในแบบฉบับ e-magazine ที่ให้ชื่อว่า "สนุกนึก กับนิวัติ กองเพียร" ผ่านเว็บไซต์ www.niwatkongpien.com
แม้ความสนใจและความสามารถในด้านศิลปวัฒนธรรมของนิวัติจะถูกกลบด้วยฉายา เกจินู้ดเมืองไทย แต่ในเว็บไซต์นี้จะดำเนินไปท่ามกลางแก่นแกนของคำว่าศิลปะทั้งสิ้น ประสบการณ์ของความเป็นช่างภาพ ช่างศิลป์ นักเขียนสารคดีแนวศิลปวัฒนธรรม นักจัดรายการสารคดีทางโทรทัศน์ นักจัดรายการวิทยุ บรรณาธิการนิตยสารและวารสารด้านศิลปวัฒนธรรม มานานกว่าครึ่งชีวิต ย่อมบ่มเพาะประสบการณ์ความเป็น "กูรู" อย่างไม่ต้องสงสัย รวมถึงภารกิจปัจจุบันที่รับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารวารสารเพลงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ดำเนินรายการ เป็นอยู่คือ สถานี 96.5 FM (เวลา 21.00-23.00 น. ทุกวันเสาร์) นิวัติยังรับหน้าที่ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์ปูนซิเมนต์ไทย, พิพิธภัณฑ์ดนตรี (โครงการ 4-5 ปี) มหาวิทยาลัยมหิดล
> www.niwatkongpien.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2552]
[ ^ กลับด้านบน ]
+ bird's eye view
เบื้องหลัง 3 ทศวรรษความสำเร็จเศรษฐกิจจีน
เบื้องหลังที่จีนไม่ถูกกระทบจากพายุร้ายวิกฤตเศรษฐกิจโลกในรอบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น ผู้นำจีนมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์อย่างไร นาย Hu Angang ผู้อำนวยการของ Center for China Studies of Tsinghua University ได้ไขความลับเบื้องหลังความสำเร็จของจีนไว้อย่างน่าสนใจในนิตยสาร Beijing Review, NO. 29, JULY 22, 2010 ดังนี้ว่า
1.ยุทธศาสตร์ที่เป็นหัวใจในการพัฒนาเศรษฐกิจวางไว้ที่การลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจภายในให้เติบโตเป็นด้านหลัก ส่วนการลงทุนจากต่างชาติและการส่งออกเป็นด้านรอง ดังนั้นเมื่อโลกเผชิญพายุร้ายของวิกฤตเศรษฐกิจ ผลกระทบที่มีต่อจีนจึงมีไม่มากนัก นโยบายการส่งเสริมการลงทุนภายในถึงระดับมณฑล ระดับท้องถิ่น เป็นการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ทำให้เกิดการจ้างงานและเกิดกำลังซื้อภายในจากชนบท กลายเป็นกันชนเศรษฐกิจที่สำคัญ จีนจึงมีสินค้าเกือบทุกประเภทที่มีฐานการผลิตจากชนบทส่งออกในราคาถูกไปตีตลาดทั่วโลก
2.การขยายบทบาทการลงทุนของภาครัฐ เน้นไปที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งมวลชนและการคมนาคม เช่น รถไฟ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทั้งในด้านการเดินทางและการขนส่งในราคาถูก การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การประปา โรงเรียน โรงพยาบาล การพัฒนาแหล่งน้ำของภาคการเกษตร การสร้างอพาร์ตเมนต์สำหรับคนจนและผู้สูงอายุ การลงทุนด้านการศึกษา รวมทั้งการลงทุนด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมทางการทหารเพื่อการพึ่งตนเองและเป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติ ดังนั้นจีนจึงมีขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศสูงกว่าชาติอื่นๆ ทุกชาติในโลก เพราะว่าเมื่อค่าครองชีพถูก ค่าเดินทางถูก ค่าน้ำค่าไฟถูก ค่าเช่าบ้านถูก คนงานก็ไม่จำเป็นต้องจ้างแพง
3.การพัฒนาประสิทธิภาพภาคการเงินของรัฐ รัฐวิสาหกิจภาคการเงินและการธนาคาร
4.การดำเนินนโยบายเพิ่มเงินคงคลังอย่างเข้มงวด การสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศให้สูงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และเป็นโล่ป้องกันผลกระทบจากพายุวิกฤตเศรษฐกิจจากภายนอก เช่น การโจมตีค่าเงินจากบรรดากองทุนปีศาจได้อย่างชะงัดที่สุด
5.การบริหารรายรับอย่างมีประสิทธิภาพ
เบื้องหลังความสำเร็จของจีนนั้นมิใช่เรื่องมหัศจรรย์ แต่เป็นเรื่องวิสัยทัศน์และการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่นำไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว คือการไม่พึ่งแต่การส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเป็นด้านหลัก จีนพัฒนาปรับปรุงรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และโปร่งใสมากขึ้น ด้วยการ มีบทลงโทษข้ารัฐการที่คอร์รัปชั่นอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต จีนมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสูง เช่น การตั้งเงื่อนไขการลงทุนจากต่างประเทศ การทำสัญญาเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ การให้อำนาจมณฑลต่างๆ สามารถตั้งระเบียบพิธีการศุลกากร ระเบียบการลงทุน เพื่อเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมท้องถิ่น ผู้ประกอบการท้องถิ่น ชุมชน หรือเกษตรกร ไม่ให้ถูกกระทบจากสัญญาเอฟทีเอ และการลงทุนจากต่างชาติ
ประเทศไทยทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะนำไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว โดยพึ่งแต่การส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเป็นด้านหลัก ดังนั้นประเทศไทยจึงเป็นสวรรค์ของอุตสาหกรรมหนักที่ดาหน้าเข้ามาขอสิทธิพิเศษด้านการลงทุนจากบีโอไอ แล้วสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในทุกชุมชน ทุกชายฝั่งทะเลที่อุตสาหกรรมเหล่านี้รุกเข้าไปสร้างปัญหามลพิษ ทำลายระบบนิเวศวิทยา ทำลายวิถีชีวิตและอาชีพชุมชน ถ้าหากว่าชายฝั่งเหล่านี้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็จะสร้างอาชีพ สร้างรายได้ได้มากกว่า และยั่งยืนกว่า
> ข้อมูลเพิ่มเติม | จาก www.bjreview.com.cn
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
บริษัทข้ามชาติจับตา 3 เทรนด์
อะไรทำให้ "จีน" เปลี่ยนไป
"ฟอร์บส" ระบุว่า เมื่อ 5 ปีก่อน บริษัทจีนส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นแข่งขันในเรื่องราคาที่ถูกแสนถูก และยังไม่มีความเข้าใจมากพอในการสร้างแบรนด์ ขณะที่ผู้บริโภคชาวจีนยังคงอ่อนไหวกับเรื่องราคา และยิ่งกว่านั้นบริษัทญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อาทิ โซนี่ และซัมซุง ก็ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะผลักดันแบรนด์ของตัวเองเข้าไปอยู่ในบ้านของผู้บริโภคชาวตะวันตกได้สำเร็จ แต่พอมาถึงปี 2553 สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว
ยกตัวอย่าง "หลี่ หนิง" (Li Ning) แบรนด์ชุดกีฬาสัญชาติจีนที่เพิ่งประกาศยอดขายในจีนแซงหน้า "อาดิดาส" ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาเบอร์ 2 ของโลก ทั้งที่อาดิดาสยอมทุ่มเงินหลายสิบล้านดอลลาร์เพื่อเป็นสปอนเซอร์หลักในการจัดมหกรรมโอลิมปิกที่ปักกิ่ง เมื่อ 2 ปีก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสะเทือนถึงพูม่า นิว บาลานซ์ และค่ายอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์คู่แข่งจากจีนที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคแดนมังกรเป็นอย่างดี
หลี่ หนิง ไม่ได้เน้นแข่งขันในเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว แต่แบรนด์จีนรายนี้ยังลงทุนจ้างชาวอเมริกันเข้ามาทำงานออกแบบรองเท้าในสำนักงานใหญ่ที่โอเรกอน ทั้งยังเปิดร้านค้าในสหรัฐและสิงคโปร์ รวมถึงจ้างเซเลบชื่อดังในแวดวงกีฬามาช่วยเสริมแกร่งแบรนด์ อาทิ ชาคีล โอนีล ผู้เล่นแถวหน้าของวงการบาสเกตบอลสหรัฐ และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภคชาวจีน
หรือ "กูเกิล" เสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่ที่ล้มเหลวในจีน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคเชื่อว่า "ไป่ตู้" เสิร์ชเอ็นจิ้นสัญชาติจีน เป็นเว็บที่สามารถค้นหาข้อมูลภาษาจีนได้ดีกว่า ขณะที่กูเกิลเปิดตัวบริการและแคมเปญการตลาดล่าช้ากว่า และไม่โดนใจผู้บริโภคชาวจีน
จีนแตกต่างจากตลาดกำลังพัฒนาอื่นๆ เพราะจีนเผชิญหน้ากับแบรนด์ข้ามชาติด้วยเงินทุนที่พรั่งพร้อม และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เหล่าผู้บริหารกังวลเกี่ยวกับผู้เล่นจากจีนมากขึ้นว่าจะไม่ได้อยู่ในสถานะผู้ผลิตสินค้าราคาถูกอีกแล้ว แต่กำลังจะยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของธุรกิจ ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่เฮลท์แคร์ เทคโนโลยีสะอาด ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
บริษัทข้ามชาติยังต้องเข้าใจ 3 เทรนด์สำคัญที่ทำให้จีนเปลี่ยนไปจากเดิม
ประการแรก คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของจีน เนื่องจากนโยบายลูกคนเดียวที่ใช้มาตั้งแต่ปลายยุค 1970 ทำให้จีนมีแรงงานวัยหนุ่มสาวลดลง
ปัจจัยที่ 2 คือชาวจีนหนุ่มสาวมองอนาคตตัวเองในแง่บวก พวกเขามองเห็นอำนาจทางเศรษฐกิจที่มหาศาลของจีน และรู้สึกว่าควรจะมีส่วนในการเติบโตของประเทศด้วยเช่นกัน
สำหรับเทรนด์ที่ 3 บริษัทข้ามชาติจำเป็นต้องใกล้ชิดกับการบริโภคในท้องถิ่นมากขึ้น โดยเน้นผู้บริโภคในเมืองที่มีขนาดรองๆ ลงมา ซึ่งกำลังจะเป็นกลจักรตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน
> www.lining.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 2 กันยายน 2553]
+ bird's eye view
"ดร.โกร่ง" ดันรัฐปั้นไทย "ฮับ" โลก
เปิดมิติใหม่รวมอินโดจีนเป็นหนึ่ง
สมาคมสโมสรนักลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับ บริษัท พรอสเพคดีเวลลอปเมนท์ จำกัด จัดสัมมนาเรื่อง "เพิ่มโอกาสโลจิสติกส์และธุรกิจไทยก้าวไกลในเขตปลอดอากร" เชิญ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร กูรูทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงินการคลังของประเทศ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) มาบรรยายในหัวข้อ "ก้าวสู่การผลิตและการกระจายสินค้าในภูมิภาค"
ดร.วีรพงษ์ได้กล่าวว่า การมีศูนย์รวมและกระจายสินค้าจะเป็นอีกมิติหนึ่งที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตและการค้าขยายตัวต่อไปได้อีก ในขณะนี้ตลาดเพียงประเทศไทยไม่เพียงพอแล้วสำหรับความสามารถและศักยภาพในการผลิต การลงทุน และการค้าของคนไทย แล้วทำอย่างไรจะขยายประเทศไทยไปเป็น "โลก" โดยมองทรัพยากรวัตถุดิบต่าง ๆ ทั้งโลกว่า สามารถนำมาใช้ได้ และผลิตในประเทศไทย เมื่อผลิตแล้วกระจายสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้ไปทั่วโลก
ถ้าประเทศไทยสามารถร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า หรือแม้แต่ตอนใต้ของประเทศจีน ถ่ายทอดวิทยาการหรือเทคโนโลยี ไปร่วมมือลงทุนทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วไทยเป็นศูนย์รวมในการรวมสินค้าเหล่านั้น และส่งออกเหมือนกับฮ่องกง เป็นที่รวบรวมสินค้าของมณฑลต่างๆ ในประเทศจีน และส่งออกไปทั่วโลก ขณะเดียวกันถ้าจีนต้องการอะไรฮ่องกงก็ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการรวบรวมสินค้าต่างๆ จากทั่วโลก และกระจายไปสู่มณฑลต่างๆ ของประเทศจีน
> www.ic.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
กฎโลก "กรีนโลจิสติกส์" บีบ
ธุรกิจต้องรื้อระบบบริหารจัดการรับมือ
ซึ่งในระยะไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ภาคเอกชนในประเทศกำลังพัฒนาที่ผลิตสินค้าหรือธุรกิจบริการจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบการปล่อยของเสียและมลพิษที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกได้ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) จึงจัดสัมมนา "สาระน่ารู้เกี่ยวกับกรีนโลจิสติกส์สำหรับภาคธุรกิจ" ขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้
นายชัยวัฒน์ มั่นเจริญ รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กล่าวว่า ขณะนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกกฎให้สายการบินที่บินเข้าอียูต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามข้อกำหนดที่มีอยู่ ฉะนั้น การบินไทยจะบินเข้าอียูไม่ได้ หากไม่ทำตามข้อกำหนดการลดก๊าซเรือนกระจก ฉะนั้น ต้องปรับตัว ตัวแทนสมาคมเรือจากทุกประเทศทั่วโลกกำลังเจรจากันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกว่าจะลดได้เท่าใด ฉะนั้น Life Cycle Assessment (LCA) ของสินค้าเกิน ประสิทธิภาพเรือไม่ดี ก็ส่งเข้าไม่ได้ ต่อไปต้องทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะคลุมไปถึงบริษัทใหญ่ๆ อาคารสำนักงานด้วย ต่อไปต้องมาหารือกันในไลน์ผลิต ต้องดูว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่
นางสาวรัตนา อิทธิอมร หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมการขนส่งสินค้า กรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงเรื่อง กรีนโลจิสติกส์ ว่า เอกชนที่ผ่านมาตรฐานการขนส่งจากกรมการขนส่งทางบก จะได้รับสติกเกอร์ตราสัญลักษณ์ติดรถให้ ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพบริการ มาตรฐานความปลอดภัย และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แต่ในต่างประเทศจะให้ความสำคัญในมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เพราะเชื่อว่า 2 ตัวนี้ดีขึ้นแล้ว คุณภาพบริการก็จะดีขึ้นมาเอง
นายเตชะ บุญยะชัย รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรีนโลจิสติกส์ว่า มีเครื่องมือใกล้ตัว ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำได้ง่ายและเกิดผลเร็ว คือ การประยุกต์กิจกรรมการบริหารจัดการโลจิสจิสติกส์ โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประสิทธิผล จึงเป็นที่มาของคำว่า "กรีนโลจิสติกส์" หรือการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
> www.logisticsdigest.com
> www.tnsc.com
> www.tgo.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
"เก็บตก" แนวคิดที่ไม่ตกผลึก
รัฐมนตรีคลัง...กรณ์ จาติกวณิช
"กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบ เล่าว่า คนที่เข้ามาในวัฏจักรหนี้นอกระบบส่วนใหญ่มีร้อยแปดพันเก้าเหตุผล คำตอบสุดท้ายเขาเข้าถึงระบบธนาคารไม่ได้ เพราะระบบธนาคารมีไว้รับใช้คนรวย ยิ่งรวยยิ่งกู้ได้ ยิ่งจนยิ่งกู้ไม่ได้ ดังนั้นการถลำเข้าไปเพราะชีวิตสะดุด เช่น ตั้งครรภ์ แม่ป่วย มีภาระลูกเรียน เป็นจุดที่เข้าสู่หนี้นอกระบบ เราไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เขาทำได้อย่างไร ที่ต้องรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน แต่เวลาไปกู้กับแบงก์ แบงก์มองไม่เห็นความสามารถเขา ทั้งๆ ที่เขาทำได้ ปากกัดตีนถีบ เราจึงต้องจัดให้เขามีที่พึ่ง และโครงการนี้พร้อมจะช่วยคนที่พร้อมจะช่วยตัวเอง จากที่ลงทะเบียนไว้ 1,183,355 คน เป็นวงเงินหนี้ 122,672 ล้านบาท คาดว่าจนถึงสิ้นเดือนกันยายนน่าจะผ่านการอนุมัติ 6 แบงก์รัฐเข้ามาอยู่ในระบบประมาณ 450,000 ราย โดยมีหนี้เฉลี่ย 100,000 บาท/คน คิดเป็นวงเงินหนี้ที่รีไฟแนนซ์ 40,000-45,000 ล้านบาท เมื่อคำนวณต่อคนประหยัดดอกเบี้ยได้ 1,000 บาท/คน/เดือน
แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรไม่ให้คนเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบตั้งแต่แรก ต้องมีธนาคารคนจน ธนาคารรากหญ้า จากประสบการณ์ 9 เดือนที่ทำเรื่องนี้ มีบทเรียนว่าหนึ่งในอุปสรรคที่พบคือวัฒนธรรมองค์กรของธนาคารรัฐ ยังไงก็ยัง "เป็นธนาคาร" และทัศนคติของเจ้าหน้าที่ซึ่งสำคัญมาก การทำธนาคารคนจนหรือธนาคารรากหญ้า ไม่จำเป็นต้องแยกองค์กรออกมาดูแลต่างหาก ใช้โครงสร้างที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ เช่น สัจจะออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ หน่วยงานเหล่านี้มีสมาชิกเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของธนาคารรากหญ้าอยู่แล้ว กลุ่มเหล่านี้เขารู้วิถีชาวบ้าน ให้เขาไปดูแลกันเอง นี่คือสิ่งที่ต้องทำต่อไป
นอกจากนี้ "กรณ์" กล่าวว่า อีกมิติที่สำคัญมาก คือการสร้างวัฒนธรรม สร้างวินัยทางการเงิน งานนี้ได้ประสานหลายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าผมอยากให้มี "หมอหนี้" เป็นอาสาสมัครที่อยู่ทุกหมู่บ้าน 70,000 หมู่บ้าน ฝึกอบรมโดยธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ซึ่งมีโครงการบัญชีครัวเรือนที่แข็งแรงมากอยู่แล้ว มีหน้าที่คอยติดตาม
ในแง่การลงทุน "กรณ์" มองว่า ส่วนหนึ่งรัฐไปสร้างเงื่อนไขให้เขาเยอะมาก เช่นใบอนุญาต กฎระเบียบต่างๆ ไม่สามารถตัดสินใจในเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ดูตั้งแต่สมัยไหนๆ เช่นบริษัทใหญ่ๆ 20-30 บริษัทของไทย ล้วนมีส่วนหากินกับรัฐทั้งสิ้น ทั้งสัมปทาน ธุรกิจใบอนุญาต กรณ์กล่าวว่า ในแง่มุมหนึ่งผมชื่นชมพวกอสังหาริมทรัพย์มากสุด เพราะเขาแข่งขันกันจริงๆ เขาไม่มีใบอนุญาต ไม่มีสัมปทาน นอกนั้นธนาคารพาณิชย์ โทรคมนาคม ปตท. ต่างมีสัมปทาน ผูกขาด เราถึงไปแข่งต่างประเทศไม่เป็น
> www.korndemocrat.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
เจาะลึกงบฯ ปี'54...เมื่อรายจ่ายประจำ=รายรับ 10 ปีตัวเลขปูด...ดูดงบฯ ลงทุนเกลี้ยง
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า งบประมาณปี 2554 มีการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าในปีงบประมาณ 2552 และ 2553 เพราะมียอด primary deficit (ยอดการขาดดุลการคลังที่ไม่รวมรายจ่ายที่เกี่ยวกับภาระหนี้) สูงกว่า โดยในปีงบประมาณ 2554 มี primary deficit ถึง 3.2% ของจีดีพี ในขณะที่ปีงบประมาณ 2552 และ 2553 มีเพียง 2.3% และ 1.3% ของจีดีพี เป็นที่น่าสังเกตว่ายอด primary deficit สูงขึ้นในปีที่เศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว ทั้งที่จริงแล้วนโยบายการคลังที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควรให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจมากในปีที่เศรษฐกิจมีการหดตัวหรือขยายตัวต่ำ
รัฐแทบไม่มีงบประมาณเพื่อลงทุนในโครงการใหม่ๆ จากยอดรายจ่ายในงบประมาณปี 2554 กว่า 2 ล้านล้านบาท พบว่า มีรายจ่ายที่ตัดลดได้ยากประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท โดยรายจ่ายเหล่านี้เป็นรายจ่ายที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อให้การดำเนินงานของหน่วยราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และกองทุนต่างๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นยอดที่ใกล้เคียงกับยอดรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บได้ ดังนั้นทางเลือกเดียวของรัฐในการลงทุนโครงการใหม่ คือ การกู้
งบประมาณที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปในรายจ่ายประจำ ช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมาระหว่างปีงบประมาณ 2544-2554 งบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้น 1,160,000 ล้านบาท (จาก 910,000 เป็น 2,070,000 ล้านบาท) ในขณะที่รายจ่ายลงทุนเพิ่มขึ้นเพียง 24,000 ล้านบาท ในทางตรงกันข้ามรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นถึง 1,105,000 ล้านบาท ซึ่งอาจพูดได้ว่างบประมาณที่เพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มาจากรายจ่ายประจำนั่นเอง โดยหากพิจารณารายละเอียดของรายจ่ายประจำจะพบว่า รายจ่ายประจำทุกประเภทเพิ่มมากกว่า 2 เท่า โดยรายจ่ายประจำที่มีสัดส่วนการเพิ่มมากที่สุด คือ เงินอุดหนุน และเงินโอน ซึ่งเพิ่มขี้นกว่า 7 และ 4 เท่าตามลำดับ
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า เราควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบประสิทธิภาพโครงการต่างๆ ของรัฐมากขึ้น ปัจจุบันฐานะทางการคลังของไทยยังไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีความเสี่ยงทางการคลังต่ำ โดยจะเห็นได้จากยอดหนี้สาธารณะ และขาดดุลการคลังต่อจีดีพีที่ต่ำกว่าประเทศในยุโรปที่มีปัญหาวิกฤตทางการคลังและประเทศเพื่อนบ้าน
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
กรณีศึกษา "ครอบครัวสิงห์" ต่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงจนเป็นเบอร์ 1 อีกครั้ง
ภาคหนึ่งของงานสัมมนาหลักสูตร Leading Bold Change ที่มี "จอห์น คอตเตอร์" กูรูทางด้านผู้นำระดับโลก เป็นเจ้าของหลักสูตร และมี บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์หลักสูตรนี้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์มุมมองต่อเรื่องการนำการเปลี่ยนแปลงมาปรับใช้กับองค์กร โดยส่วนนี้นอกจากจะมี "อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด หากยังมี "จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี" กรรมการรอง ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด มาร่วมพูดคุยด้วย
เบื้องต้น "จุตินันท์" แลกเปลี่ยนประสบการณ์มุมมองต่อองค์กรให้ฟังว่า บุญรอดฯตอนนี้มีอายุ 77 ปี และเคยมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดสูงถึง 90% แต่พอ ปี 2540 คู่แข่งเริ่มเข้ามา และภายใน 3 ปี เราสูญเสียมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 20-30%
แต่ที่สุดเราก็มีโอกาสฟื้นกลับมา จากคำพูดของ "คุณสันติ ภิรมย์ภักดี" ที่บอกว่า...ผมยอมรับว่าผมแพ้ แต่ผมไม่ยอมแพ้ "ตรงนี้เป็นตัวจุดประกายที่ทำอย่างไร ถึงจะไม่แพ้ เราจึงมีการปรับองค์กร มีการนำมืออาชีพเข้ามา และจากเดิมที่เราเป็น family business ซึ่งมีมุ้งหลายหลัง เราก็ทำการละลายกรอบตรงนั้นทิ้ง ซึ่งก็ทำให้ทุกคนใน family business ยอมรับ และเข้าใจในที่สุด"
"ดังนั้นการปรับโครงสร้างการบริหารบุคคล จึงเป็นตัว key success ที่สำคัญ พวกเราทุกคนก็ให้ความสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น อีกอย่างคุณสันติก็ไม่ได้รีบเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที เขาให้เวลาเป็นปี เพื่อก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ"
> www.orchidslingshot.com
> www.boonrawd.co.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
บทพิสูจน์ "กระทิงแดง" โถมสุดตัว
สร้างเลือดใหม่ชูกำลัง
ถ้า "ดัชนีมาม่า" เป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อที่ถดถอยของผู้บริโภค เราก็น่าจะใช้ "เครื่องดื่มชูกำลัง" เป็นตัวสะท้อนกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า
เบอร์ 1 ที่ครองมาร์เก็ตแชร์ 55% อย่าง "เอ็ม-150" ของ โอสถสภา ยังคงตอกย้ำคอนเซ็ปต์ "ไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อย" สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตแบบนอกกรอบ พร้อมกิจกรรมการประกวด ทีวี ครีเอชั่น 2010 เปิดโอกาสให้นักศึกษาส่งสคริปต์ หรือสตอรี่บอร์ดภาพยนตร์โฆษณา หัวข้อ "ฉีกกรอบ...กล้าคิด กล้าทำ อะไรก็เป็นได้" ส่วนฐานลูกค้าหลักที่อยู่ต่างจังหวัดนั้นมีคอนเสิร์ต เอ็ม-150 ลูกทุ่งซูเปอร์โชว์ พร้อมการชิงโชคแจกทอง ที่โดนใจลูกค้าต่างจังหวัด
ขณะที่ "กระทิงแดง" ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะทวงตำแหน่งแชมป์คืน หลังจากที่ 3-4 ปีมานี้ ถูกเอ็ม-150 ทำคะแนนนำไปหลายช่วงตัว "เรืองยศ วิทวัสการเวช" ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด 1 บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด ให้ข้อมูลว่า หลังเห็นแนวโน้มที่ดีของตลาด กระทิงแดงจึงปรับเป้าการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 30% จากเดิมตั้งไว้ 10-12% และยังหวังเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในตลาดจาก 30% เป็น 35% ในปีนี้
กลยุทธ์หลักที่จะทำให้กระทิงแดง บรรลุเป้าหมายคือการลุยเรื่อง "ไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง" ด้วย 3 จิ๊กซอว์หลัก ซึ่งยังคงคอนเซ็ปต์ตาม brand personality ของกระทิงแดง คือการมีเป้าหมายและความมุ่งมั่น
จิ๊กซอว์ชิ้นที่ 1 คือ "สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง" ซึ่งเป็นตัวที่ช่วยให้กระทิงแดงประสบความสำเร็จมาแล้วในระดับโลก ด้วยการทุ่มงบฯ 30 ล้านบาท เปิดตัว "เรดบูล ดริฟท์ ทีม ไทยแลนด์" ร่วมแข่งขันในต่างประเทศ มีดริฟท์กูรูอย่าง "กีกี้ ศักดิ์ นานา" เป็นพรีเซ็นเตอร์ และยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เคยทำให้กระทิงแดงประสบความสำเร็จมาแล้วในระดับโลกกับการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน
จิ๊กซอว์ต่อมาคือการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ผ่านทาง "ดนตรี" ที่ได้วง ริชแมนทอย เป็นตัวแทนวงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคือ "พลังสร้างสรรค์" ดึงบรรณาธิการนิตยสาร a day "โหน่ง วงศ์ทนง" เป็นพรีเซ็นเตอร์
ส่วนลูกค้ากลุ่มหลัก ทั้งผู้ใช้แรงงานและลูกค้าในต่างจังหวัด จะยังมีกิจกรรมทัวร์คอนเสิร์ตแต่ละภาค รวมถึงแคมเปญแจกทองทุกวัน แจกรถทุกเดือน มัดใจอยู่
"ลูกค้าหลักของเครื่องดื่มชูกำลังยังเป็นผู้ใช้แรงงาน แต่ปัจจุบันก็มีคนรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น โดยผู้ใช้แรงงานจะบริโภคเพราะเบเนฟิตของเครื่องดื่ม ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีไม่ต่างกัน ขณะที่คนรุ่นใหม่จะเลือกจากอีโมชั่นนอล หรือภาพลักษณ์ กิจกรรม และการมีประสบการณ์ร่วม"
> www.redbullspirit.org
> www.redbullextra.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
"โอสถสภา" เต็มร้อย รบรอบทิศจากไทย...สู่เวทีโลก
จากสินค้าที่หลากหลาย ภายใต้แบรนด์ เอ็ม-150, เบบี้มายด์, ทเวลฟ์พลัส, เอ็กซิท, ยูทิป, ยาอมโบตัน, โบตันมิ้นท์บอล, ลูกอมโอเล่, ยากฤษณากลั่น ตรากิเลน, น้ำยาอุทัยทิพย์, ยาธาตุน้ำแดง ยาธาตุ 4, อาหารเสริมแบนเนอร์ ฯลฯ และด้วยการดำเนินธุรกิจที่ครบวงจร ทั้งการผลิต การขนส่งและโลจิสติกส์ การตลาด การจัดจำหน่าย รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้โอสถสภามีศักยภาพและธุรกิจที่ครบวงจรสำหรับเป็นพื้นฐานในการขยายฐานไปยังต่างประเทศ เป็นการรุกของบริษัทสัญชาติไทยที่มีประวัติยาวนานถึง 109 ปี ในการจะก้าวไปเป็น "ผู้เล่น" ระดับโลก
"ประชาชาติธุรกิจ" ได้สัมภาษณ์ "รัตน์ โอสถานุเคราะห์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด ถึงแนวทางในการทำการตลาด รวมถึงเป้าหมายในการดำเนินงานของกลุ่มโอสถสภา ฉายภาพให้เห็นว่า ที่ผ่านมา โอสถสภาได้พยายามปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทยอยรีเฟรชแบรนด์สินค้าที่มีอยู่ให้แต่ละแบรนด์มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยแต่ละแบรนด์ก็จะมีรูปแบบและวิธีการ ที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับตลาด การแข่งขัน กลุ่มเป้าหมาย และความเหมาะสม โดยกลุ่มสินค้าที่เน้นทำตลาดมากขึ้นอย่างชัดเจนในปีนี้คือเครื่องดื่มเปปทีน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มเสริมสุขภาพและฟังก์ชั่นนอลดริงก์
โอสถสภาในยุคของ "รัตน์" ยังมี "โอสถสภา อินเตอร์เนชั่นแนล" เป็นกุญแจสำคัญในการรุกตลาดต่างประเทศ หลังจากที่ได้เริ่มบุกเบิกมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเน้นสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มเป็นหลัก โดยใช้สินค้าภายใต้แบรนด์ "ชาร์ค" (Shark) สำหรับทำตลาดในยุโรป เนื่องจากผู้บริโภคในฟากยุโรปจะนิยมบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนตอยู่ในกระป๋อง ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ใช้เครื่องดื่มชูกำลัง แบรนด์ "เอ็ม-150" สำหรับทำตลาดในภูมิภาคเอเชีย เพราะคนเอเชียจะไม่ชอบเครื่องดื่มที่มีแก๊สในกระป๋อง ทางด้านตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ตอนนี้ได้เริ่มส่งสินค้าในกลุ่มอุปโภคภายใต้แบรนด์ทเวลฟ์พลัส เข้าไปทำตลาดแล้วเช่นกัน อย่างในเวียดนามตอนนี้ทเวลฟ์พลัสเป็นรองเพียงนีเวียเท่านั้น และเมื่อเร็วๆ นี้ โอสถสภา อินเตอร์ฯ ยังได้เปิดตัวสินค้าหมวดอาหารพร้อมทานแช่แข็ง และอาหารพร้อมปรุง แบรนด์ "ไทยลิเชียส" อย่างเป็นทางการ เพื่อทำตลาดในญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง รวมทั้งการ เปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นไฟติ้งแบรนด์ "คลิ๊กซ์" เพื่อทำตลาดในต่างประเทศที่มีประชากรมาก แต่มีกำลังซื้อไม่มากนัก
การทำการตลาดมีนโยบายและเปิดโอกาสให้ผู้บริหารแต่ละผลิตภัณฑ์ แต่ละสินค้า เลือกใช้สื่อเอง ปีนี้ยังมุ่งไปที่ช่องทางสื่อใหม่อย่างทีวีดาวเทียมอีกด้วย ล่าสุดได้เข้าไปร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักให้กับช่องทีวีดาวเทียม M Channel ช่องสำหรับคนรักหนังและความบันเทิง 24 ชั่วโมง ที่ลงทุนโดยกลุ่มเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และกันตนา เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น
> www.osotspa.co.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 8 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
6 เดือนรวมแบรนด์ SCG
ปั้น "ตราช้าง-คอตโต้" บุกตลาดโลก
เครือ "เอสซีจี" ประกาศรวบ 15 แบรนด์วัสดุก่อสร้างเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้โลโก้ "ตราช้าง" ล่าสุด ได้ฤกษ์เปิดตัวหน่วยงานน้องใหม่ "สำนักงานบริหาร แบรนด์" (Brand Management Office) ตั้งอยู่ชั้น 2 อาคาร 6 สำนักงานใหญ่บางซื่อ บนพื้นที่ 380 ตารางเมตร เพื่อวางโรดแมปการบริหารแบรนด์ให้เป็นไปอย่างมีระบบ ทั้ง "ตราช้าง" และ "คอตโต้" ให้เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจลูกค้า และเติบโตเป็นผู้นำในอาเซียนอย่างยั่งยืน ในอีก 5 ปีข้างหน้า
"อนุวัตร เฉลิมไชย" แบรนด์ไดเร็กเตอร์ บอกว่า หลังรวมแบรนด์ได้ 6 เดือน การรับรู้ของตลาดหรือแบรนด์อะแวร์เนสสูงมากถึง 80% โดยลูกค้านึกถึงตราช้างเป็นชื่อแรก และตอบโจทย์การสร้างบ้านได้ทั้งหลัง ตอนนี้สั่งของตราช้างเพื่อให้ขายง่ายขึ้น เมื่อรวมเป็นแบรนด์เดียว เพราะมีสินค้าครบ
> www.siamcement.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
Ikea สวยดีไม่จำเป็นต้องแพง
เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่า เฟอร์นิเจอร์และสินค้าของแต่งบ้านของดีไซเนอร์จากประเทศแถบสแกนดิเนเวียน มีชื่อเสียง โดดเด่นเรื่องการดีไซน์ ด้วยบรรยากาศที่หนาวเหน็บเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ผู้คนในประเทศแถบสแกนดิเนเวียนต้องใช้เวลาอยู่ในบ้านมาก ทำให้พิถีพิถันและใส่ใจในเรื่องการออกแบบของใช้ภายในบ้านให้สวยเก๋น่าใช้ เป็นสินทรัพย์ที่งอกงามขึ้นมาจากความกันดารโดยแท้ คงคล้ายกับระบบโทรศัพท์มือถือที่พัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาจากประเทศสวีเดน (อีริคสัน) และฟินแลนด์ (โนเกีย) เพื่อให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ เพราะการเดินทางท่ามกลางภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยป่าสนและความหนาวเหน็บไม่ใช่เรื่องง่าย
เสน่ห์ของสินค้าแบรนด์ "อิเกีย" อยู่ตรงดีไซน์เก๋ไก๋ ในราคาย่อมเยา ถ้าเป็นเครื่องเรือน หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่หน่อย จุดเด่นอยู่ตรงที่ลูกค้านำไปประกอบเองที่บ้านได้
แนวคิดในการผลิตสินค้า คุณภาพดี ดีไซน์สวย และราคาไม่แพง มีจุดเริ่มต้นมาจากปรัชญาชีวิต ซึ่งนำมาใช้กับการทำธุรกิจของ "อิงวาร์ คัมพราด" เจ้าของและผู้ก่อตั้ง "อิเกีย" (IKEA) จากประเทศสวีเดน ในการจัดอันดับมหาเศรษฐีระดับโลกของนิตยสารฟอร์บ ชื่อของ "อิงวาร์ คัมพราด" ติดอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ เมื่อปีที่แล้ว เขาอยู่ตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันดับที่ 5 รองจากบิลล์ เกตส์, วอร์เรน บัฟเฟตต์, คาร์ลอส สลิมเฮลู และลอร์เรนซ์ เอลลิสัน มากกว่าความร่ำรวย เขาก็ไม่ต่างไปจาก "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนขยันและมัธยัสถ์มาก
ที่น่าทึ่งมากคือการลงทุนทำธุรกิจของ อิเกีย มีการกู้เงินจากธนาคารเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น เพียง 63 ดอลลาร์ เพื่อนำไปซื้อปากกาจากปารีสมาขาย การขยับขยายธุรกิจในเวลาต่อมา เป็นการนำผลกำไรจากธุรกิจมาลงทุน จากดินสอ ปากกา เครื่องประดับ มาเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตโดยผู้ผลิตท้องถิ่นใกล้บ้านเกิด ซึ่งประสบความสำเร็จมาก เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตามมา ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านจึงขายดีมาก
การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่นำไปประกอบทีหลัง ได้ทำให้ "อิเกีย" ประหยัดต้นทุนในการขนส่ง และสต๊อกสินค้าได้มาก อิเกียเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสาขาแรกที่สวีเดนบ้านเกิด ออกไปนอกบ้านแห่งแรกที่นอร์เวย์ และขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้งจนปัจจุบันมีสาขาเกือบ 300 แห่งใน 36 ประเทศทั่วโลก อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมากในช็อปของอิเกียคือแผนกอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งยึดถือปรัชญาธุรกิจเดียวกัน ที่เน้นสินค้าคุณภาพ ราคาไม่แพง
เดือน พ.ย.ปีหน้า คนไทยจะได้ซื้อสินค้า "อิเกีย" ในบ้านเราสักที ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ธุรกิจไทยคงต้องหาทางหนีทีไล่และปรับตัวอย่างหนักไม่แพ้กัน
> www.ikea.co.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
สุภกิต เจียรวนนท์ เปิดกลยุทธ์การวางหมาก
"ซีพีในจีน"
หากพูดถึง ซีพี หรือ เครือเจริญโภคภัณฑ ์ วันนี้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่คุมธุรกิจการเกษตรที่ครบวงจรตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงตู้เย็นชุมชน และกำลังกลายเป็นครัวของโลก การลงทุนของซีพีจึงต้องกระจายไปทั่วโลกเพื่อตอบสนองความต้องการของคนเกือบ 6 พันล้านคน โดยยังคงให้น้ำหนักที่ประเทศไทย และที่กำลังมาแรงคือการลงทุนในประเทศจีน
"สุภกิต เจียรวนนท์" ประธานกรรมการ (ร่วม) ซูเปอร์แบรนด์มอลล์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งดูแลการลงทุนในเมืองจีนกล่าวว่า อนาคตจีนจะเป็นตลาดใหญ่เพราะมีประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน ธุรกิจของเครือซีพีจะโฟกัสที่ธุรกิจอาหารและค้าปลีก สำหรับธุรกิจอาหารจะเน้นตั้งแต่วัตถุดิบจนมาถึงอาหารสัตว์ การปลูก การเลี้ยง แปรรูปขายทั่วโลก โดยเชื่อว่าตลาดนี้ใหญ่มากประมาณ 5-6 พันล้านคนทั่วโลก
ข้อมูลการสำรวจของซูเปอร์แบรนด์มอลล์พบว่า ลูกค้าที่เข้าใช้บริการอายุเฉลี่ย 28 ปี เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเป็นโสด 72% เข้ามาส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง ใช้เงินประมาณ 480 หยวน/คน หรือประมาณ 2,500 บาท คนที่มาเดินในซูเปอร์แบรนด์มอลล์ 35.7 ล้านคนต่อปี วันธรรมดาเฉลี่ย 100,000 คน และวันที่มีกิจกรรมพิเศษหรือวันเสาร์-อาทิตย์ 120,000 คน ซีพีจึงเตรียมจะขยายมอลล์อีกที่เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน และเมืองจี้ม้อ มณฑลซานตง และฝั่งอู่ซี เซี่ยงไฮ้ การลงทุนจะเป็นการเข้าไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจร
"สุภกิต" กล่าวว่า เราจะสร้างมากกว่ามอลล์ จะมีคอนโดมิเนียม โรงแรม ออฟฟิศ เป็นชุมชนแนวตั้งให้ครบวงจร จะช่วยให้มอลล์และซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ได้ ในเชิงการพัฒนาอยู่ในแผนการพัฒนาเมืองของแต่ละมณฑลอยู่แล้ว และแต่ละมณฑลเขาแข่งกันเอง ทำเมืองของเขาให้ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยที่อสังหาริมทรัพย์จะเป็นตัวชี้หรือเป็นประเด็นสำคัญว่าเมืองของเขาเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วว่าอยู่ในระดับที่แข่งขันได้
"สุภกิต" กล่าวว่า ซีพีไม่ได้เก่งทุกอย่าง และจะไม่ฝืนที่จะขยายจนเกินกำลัง "เราจะเก่งทุกอย่างไม่ได้ คุณทำเก่งกว่าผม ผมยอมคุณ คุณมาเช่าพื้นที่ หรือทำอาหาร ข้าวแกง เจ้าไหนที่ทำเก่งคุณเข้ามา บางเรื่องเราต้องใช้กำลังของคนในท้องถิ่น แต่อันไหนที่เราทำเก่งเราทำ ที่อื่นเราเอาคนที่เขาเก่งกว่าใส่เข้าไป เราจะทำเท่าที่เราทำได้ ยังไงๆ เราไม่เก่งทุกอย่าง"
> www.superbrandmall.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
"ซีพีออลล์" จัดการองค์กร 9 หมื่นชีวิต ชูธงสร้างผู้นำต่อยอดคนเก่งทำงานด้วยใจ
"สุรพันธ์ ปุสสเด็จ" ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี.เซเว่น อีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) อดีตนักบริหารจัดการทรัพยกรมนุษย์มือดีจากเครือปูนซิเมนต์ไทย บอกถึงเคล็ดความสำเร็จขององค์กร ซึ่งนอกเหนือจากแนวคิดของผู้บริหารที่ต้องการให้พนักงานอยู่กันอย่างมีความสุข องค์กรแห่งนี้ยังเป็นองค์กรที่มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา วันนี้ ซีพี ออลล ์ เป็นบริษัทแรกของประเทศไทย ที่ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง และอัตราการเติบโตของสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี จนวันนี้มีพนักงานกระจายอยู่ทั่วประเทศถึง 90,000 คน การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ซีอีโอ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักด ิ์ ประกาศชัดเจนว่า ที่นี่ คนเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในองค์กร จึงได้ถ่ายทอดหลักการบริหารลงมาเป็นเสมือน "คัมภีร์" หรือสูตรสำเร็จในการบริหารองค์กร ซึ่งคนภายในองค์กรเรียกกันสั้นๆ ว่า สูตร 5-7-11 ช่วยหล่อหลอมคนซีพี ออลล์ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน และนำความสำเร็จมาสู่องค์กร
คุณสมบัติเบื้องต้น 5 ข้อแรก ที่คนซีพี ออลล์ ทุกคนต้องมี ประกอบด้วย มุ่งหาลูกค้า ใส่ใจบริการ ซื่อสัตย์โปร่งใส รักในองค์กร และทำงานเป็นทีม
ส่วนค่านิยม 7 ข้อขององค์กร ประกอบด้วย แกร่ง กล้า รักษาสัจวาจา สามัคคี มีน้ำใจ เคารพผู้อื่น และรู้จักแบ่งเวลาให้ชื่นชมความงามแห่งชีวิต
และ 11 คือภาวะผู้นำ ที่แบ่งย่อยเป็น 4-4-3 โดยผู้บริหารระดับล่าง-กลาง-ถึงสูง จะต้องปฏิบัติตัวบนพื้นฐาน 4 ข้อแรกเหมือนกัน จะต้องมีความจริงใจ ไม่ศักดินา มีปิยวาจา และไม่หลงอำนาจ สูงขึ้นไปอีกหน่อย จะต้องมีอีก 4 ข้อ คือเป็นแบบอย่างที่ดี มีความยุติธรรม ให้ความเมตตา และกล้าตัดสินใจ
วันนี้ ไม่ว่าซีพี ออลล์ อยากให้พนักงานทำอะไร ทุกคนจะทุ่มเททำด้วยความเต็มใจ ช่วยกันสร้างอินโนเวชั่นใหม่ๆ ให้กับองค์กร ก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ในเครือข่าย เช่น Book smile หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา ข้าวผัดปูที่เข็นออกมาสู้กับผัดกะเพรา สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความคิดของพนักงานระดับปฏิบัติการทั้งสิ้น
"การทำธุรกิจ ถ้าแข่งกันเรื่องราคา 60 วัน คู่แข่งก็ตามทัน แต่การสร้างคนเก่ง คู่แข่งต้องใช้เวลาถึง 10 ปี จึงจะตามทัน"
> www.7eleven.co.th
> www.cpallnews.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
ถอดรหัสแนวคิด... "จาฤก กัลย์จาฤก"
"กันตนา" ขอเป็นส่วนที่ทำให้วงการดีขึ้น
"ประชาชาติธุรกิจ" ได้สัมภาษณ์ "ตั้ม-จาฤก กัลย์จาฤก" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ถึงแนวทางการบริหารจัดการองค์กรโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงแนวคิดในการวางทายาทเพื่อมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว
"จาฤก" เริ่มต้นการสนทนาว่า หลักของการบริหารธุรกิจของค่ายกันตนาที่ยึดถือมาตลอด คือแก่นในเรื่องของความรัก คือ รักในงานที่ทำ รักองค์กร รักผู้ร่วมงาน ฯลฯ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากความรัก ธุรกิจของกันตนาฯเป็นเรื่องอาร์ตถึง 70-80% เราจะไปบังคับความคิดของครีเอทีฟ หรือพวกอาร์ต ให้อยู่ในกฎ 100% ได้ยาก จึงต้องใช้อาร์ตมากกว่าทฤษฎี ต้องเข้าใจและปรับตัวเข้าหากัน
หลักการทำงานที่กันตนาฯจะปรับตัวตามยุคสมัยอยู่ตลอด ยกตัวอย่าง ในยุคก่อนการบริหารงานทุกอย่างต้องอยู่รวมกันเป็นศูนย์กลางเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ในอีก 5-10 ปีต่อมาก็มีการแยกแต่ละส่วนงานออกจากกัน ขณะเดียวกันก็ได้มองหาธุรกิจใหม่ และวางแผนบริหารจัดการในเรื่องของคนควบคู่ไปกับการทยอยปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อให้สามารถจัดวางคนที่จะเข้ามาบริหารงานในแต่ละสายงาน และแต่ละส่วนธุรกิจเกิดความชัดเจน
ส่วนโครงสร้างธุรกิจ ปัจจุบันกันตนาฯมีธุรกิจหลักอยู่ 3 ส่วน คือธุรกิจทีวี ธุรกิจภาพยนตร์ และธุรกิจการศึกษา ในภาวะปกติธุรกิจหลักที่ทำรายได้ให้กันตนาฯ คืองานด้านภาพยนตร์ ที่แบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1.งานผลิตภาพยนตร์ไทย และงานรับจ้างทำหนังให้ต่างประเทศ และ 2.งานโพสต์โปรดักชั่น ที่บริษัทมีความแข็งแรง กระทั่งเป็นเบอร์ 1 ในภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันทำมาค้าขายกับประเทศต่างๆ ประมาณ 40 ประเทศ
"เราภาคภูมิใจมาก เพราะในสมัยคุณพ่อทำหนังเรื่องละโว้ ต้องไปทำถึงอังกฤษ หรือทำหนังโฆษณาก็ยังต้องไปถึงฮ่องกง เดี๋ยวนี้ในภูมิภาคนี้ต้องมาทำที่เราหมด ทำให้คนยอมรับในมาตรฐานการทำงานและคุณภาพ เราเป็นพาร์ตเนอร์กับเดอลุกซ์ที่เป็นเบอร์ 1 ของโลก ส่วนนี้คนไทยไม่ค่อยรับรู้นัก ภาพของกันตนาฯกับคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นรายการทีวีเป็นหลัก"
ส่วนธุรกิจทีวี ตอนนี้กันตนาฯได้เตรียมความพร้อมไว้ในทุกๆ ด้าน รอเพียงแค่ความชัดเจนของคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ ตาม พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ ว่าจะออกมาประกาศใช้อย่างไร และจะควบคุมอย่างไร ซึ่งเขามองว่าธุรกิจทีวีจะเกิดแพลตฟอร์มทางด้านดิจิทัล อาทิ ทีวีดาวเทียม ทีวีออนโมบาย ไอพีทีวี ฯลฯ และด้วยแพลตฟอร์มดังกล่าวนี้จะทำให้ตลาดของสื่อทีวีเปลี่ยนไป ขณะที่ทางด้านภาพยนตร์ก็จะเปลี่ยนไปเป็นดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ
> www.kantana.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
ผุดโรงหนังน็อกดาวน์สู้แผ่นผี
"กันตนา" ขายแฟรนไชส์ทั่วปท.
นายจาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ศึกษาโมเดลการทำโรงหนังชุมชน หรือ Community Cenema สำหรับรองรับกลุ่มคนดูหนังในพื้นที่ห่างไกลและไม่มีโอกาสได้ดูหนังในโรงภาพยนตร์ อีกทั้งยังเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ที่กลายเป็นปัญหาเรื้อรังของกลุ่มผู้ประกอบการอยู่ในขณะนี้ รูปแบบจะเป็นโรงหนังโลว์คอสต์ที่มีคุณภาพ ขนาดเล็ก 50 ที่นั่ง ใช้พื้นที่ประมาณ 100 ตารางวา ก่อสร้างด้วยวัสดุคงทน สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Knockdown Cenema) ฉายด้วยเทคโนโลยีการรับส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมจากส่วนกลางในระบบดิจิทัลและระบบเสียงเซอร์ราวนด์ ภายในมีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เน้นฉายหนังไทยและหนังเอเชียเป็นหลัก เก็บค่าตั๋วเข้าชมเฉลี่ย 10-20 บาท/ที่นั่ง
สำหรับแนวทางการทำธุรกิจมีแผนขายแฟรนไชส์ให้กับผู้สนใจลงทุนรายละประมาณ 1 ล้านบาท คาดว่าน่าจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ในช่วงต้นปีหน้า โดยในช่วงแรกที่เปิดตลาดตั้งเป้าเปิดพร้อมกันไม่ต่ำกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ และนอกจากเป็นโรงหนังที่ดึงคนเข้ามาแล้ว ยังสามารถเป็นทำเลการค้าขายได้ในอีกหลายรูปแบบ อาทิ เปิดให้บริการ 108 ช็อป หรือเซเว่นอีเลฟเว่นควบคู่กันไปได้ด้วย
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 9 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
ทุนนอกรุมจีบเมเจอร์ชวนร่วมทุนโรงหนังต่างประเทศ
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) เปิดเผยว่า อนาคตจะเห็นบริษัทออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น จากช่วงก่อนหน้าที่ทางบริษัทได้ออกไปร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 10% ใน บริษัท พีวีอาร์ (PVR) ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นบอมเบย์ ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ Multiplex ใน 14 รัฐของประเทศอินเดีย
ล่าสุด บริษัทได้ร่วมทุนกับ บริษัท กันตนา กรุ้ป จัดตั้ง บริษัท เมเจอร์ กันตนา บรอดแคสติ้ง ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ถือหุ้นคนละ 50% ทำเคเบิลทีวีช่อง (เอ็มชาแนล) ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง
การลงทุนขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2554 คือ โครงการอีเกีย ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) กับ อีเกีย ซึ่งเป็นกลุ่มทุนจากสวีเดน เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่มีพื้นที่กว่า 5 แสนตารางเมตร
> www.majorcineplex.com
> www.m-channel.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
เปิดงานวิจัย "อีซูซุ" เจาะลึก-เจาะใจลูกค้า
กับอนาคต "ปิกอัพ" ไทย
บริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด ได้เปิดงานวิจัยที่เจาะลึกถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อรถยนต์ทั้งที่เป็นรถเก๋งและรถปิกอัพ รวมทั้งวิเคราะห์แนวโน้มทิศทางตลาดรถปิกอัพหรือรถกระบะในอนาคตทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก อีซูซุฟันธงว่าปีนี้ยอดขายรถยนต์รวมจะสูงสุดในประวัติศาสตร์คือ 725,000 คัน โดยคาดว่าจะเป็นรถปิกอัพ 311,750 คัน ที่มากไปกว่านั้นคาดการณ์ตลาดส่งออกรถปิกอัพไปถึงปี 2030 หรือ 2573 อีก 20 ปีข้างหน้าว่า ประเทศไทยจะมีรายได้จากการส่งออกรถปิกอัพ 811,000 ล้านบาท
งานวิจัยระบุว่าคนกรุงเทพฯจะใกล้เคียงกับเกาหลีใต้ มีรายได้ 25,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ใน 100 คนมีรถ 25 คน ขณะที่จังหวัดใหญ่ๆ ของไทยจะใกล้เคียงกับอาร์เจนตินา, เม็กซิโก มีรายได้ประมาณ 10,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ใน 100 คนมีรถ 10 คน ส่วนจังหวัดเล็กๆ ของไทยใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์/อินโดนีเซีย/จีน มีรายได้ประมาณ 5,000-10,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ใน 100 คนมีรถ 5 คน และงานวิจัยระบุว่าอาชีพผู้ใช้รถปิกอัพของไทยได้แก่ เกษตรกร 40% ค้าขาย 16% อุตสาหกรรมการผลิต 14% บริการ 7% ก่อสร้าง 5% ขนส่ง 3% ข้าราชการ 3% การศึกษา 3% ที่สำคัญคือประชากรไทย 60% อยู่ที่จังหวัดเล็กๆ และมีอาชีพทำการเกษตร กลุ่มนี้มีโอกาสที่จะมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
ขณะที่ตลาดส่งออก สถาบันวิจัยทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริการะบุว่า ในปีนี้ 2553 ประชากรโลกมี 6,800 ล้านคน ใน 20 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2573 หรือ ค.ศ. 2030 จะเพิ่มเป็น 8,000 ล้านคน และในปี ค.ศ. 2050 จะเพิ่มเป็น 9,000 ล้านคน โดยประชากรที่จะเพิ่มขึ้นมากในประเทศตะวันออกกลาง แอฟริกา อินเดีย MRI จึงคาดการณ์ว่า เมื่อประชากรมากขึ้น เกษตรกรมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น รายได้มากขึ้น คนจะซื้อรถครั้งแรกมากขึ้น ตัวเลขที่ MRI คาดการณ์ว่า ปัจจุบันตลาดปิกอัพโลกมี 1.75 ล้านคันในปี 2552 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.621 ล้านคันในปี 2558 หรือ ค.ศ. 2015 และปี 2573 หรือ ค.ศ. 2030 ยอดรถปิกอัพจะเพิ่มเป็น 4.686 ล้านคัน
ดังนั้นเมื่อตลาดรถปิกอัพโลกขยาย โอกาสที่เมืองไทยจะส่งออกรถปิกอัพมีมากขึ้น งานวิจัยชี้ว่าในปี 2541 ตอนนั้นไทยเป็นแค่ผู้ประกอบชิ้นส่วน มีการจ้างงานประมาณ 600,000 คน ปัจจุบันเมื่อไทยเปิดเสรีอุตสาหกรรมรถยนต์กลายเป็นฐานการผลิตสำหรับในประเทศและต่างประเทศ มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านคน (รวมผู้ประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ 16 บริษัท มอเตอร์ไซค์ 7 บริษัท, ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ Tier 1 จำนวน 648 บริษัท และ Tier 2-3 อีก 1,641 บริษัท) วันนี้บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ต่างย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทย และอนาคตอันใกล้ศูนย์วิจัยและพัฒนาก็จะตามมา
ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์แถลงข่าวการส่งออกตัวเลขเดือนมิถุนายน 2553 ยอดส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่า 18,039 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 46.3% มาจากสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรที่เพิ่มขึ้น 33.3% สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้น 52.6% ถ้าเจาะสินค้าอุตสาหกรรม ปรากฏว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกเพิ่มขึ้น 35.3% เครื่องใช้ไฟฟ้า 48% กลุ่มยานยนต์ 92.5% และอัญมณี 191.1%
> isuzu-tis.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
ถอดรหัสความคิด "คาร์ลอส กอส์น"
"วิกฤตยิ่งซับซ้อน ยิ่งต้องทำให้ง่าย"
"คาร์ลอส กอส์น" ซีอีโอของ นิสสัน มอเตอร์ ได้รับการยอมรับในฐานะผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ค่ายรถจากญี่ปุ่นรายนี้อย่างมาก และเป็นผู้บริหารต่างชาติเพียงไม่กี่คนที่กุมบังเหียนในบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งมักบริหารโดยคนญี่ปุ่น
ในระหว่างเดินทางมาดูงานในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย นายคาร์ลอส กอส์น ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ "The Secret to a Successful Recovery" ซึ่ง สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้น ความว่า
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ วิกฤตจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งเราจะต้องแยกแยะว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสาเหตุภายในหรือภายนอก เพื่อจะรับมือได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใครชอบวิกฤต แต่บางครั้งก็ไม่มีทางเลือก แต่ในช่วงเวลานี้ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลง (transform) องค์กรได้ ในขณะที่เวลาปกติทำไม่ได้ และถ้าเราไม่ตายในวิกฤต เราก็จะแข็งแกร่งขึ้น
สำหรับเคล็ดลับที่จะกระตุ้นพนักงานในองค์กรให้ทำตาม กอส์นแนะว่า ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนที่สามารถสื่อสารไปยังคนอื่นๆ ให้เข้าใจได้ทุกๆ กลุ่ม ยิ่งการเปลี่ยนแปลงมีความซับซ้อนมากเท่าไร คุณจำเป็นต้องทำให้ง่ายขึ้น เพราะหน้าที่สำคัญของผู้บริหารคือ อย่าทำอะไรให้ยุ่งยากซับซ้อน แต่ต้องทำให้สิ่งต่างๆ ง่ายขึ้น ใช้วิธีง่ายๆ แต่ได้ผล และต้องชัดเจน
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
ถอดรหัส "ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง" เกาะกระแส "กูเกิล-เฟซบุ๊ก" เข้าถึงลูกค้าตัวจริง
"สื่อออนไลน์" หรือสื่ออินเทอร์เน็ต นับวันจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะคอนซูเมอร์ทั่วไป ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงานที่เริ่มเสพติดสื่ออินเทอร์เน็ต จนซึมลึกเข้ามาอยู่ในไลฟ์สไตล์ประจำวัน กลายเป็นโอกาสทองของสินค้า แบรนด์ต่างๆ และนักการตลาด มีช่องทางการในการสื่อสารการตลาดรูปแบบใหม่ๆ อย่าง "ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง" แม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนของโฆษณาออนไลน์จะมีเพียงแค่ 1-2% จากมูลค่าตลาดรวมโฆษณาทั้งหมดกว่า 9 หมื่นล้านบาท แต่โอกาสเติบโตสูงในระดับ 30%
"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสได้พูดคุยกับ "ศิวัตร เชาวรียวงษ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอ็คชั่น จำกัด ผู้ให้บริการ ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเบอร์หนึ่งของไทยในเครือกรุ๊ปเอ็ม ที่ควงคู่มากับ "เอกวิทย์ ฉัตรจรัสกุล" ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลของบริษัท มาช่วยกันฉายภาพการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งได้อย่างน่าสนใจ
เดิมภาพดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง คนจะนึกถึงการทำโฆษณาแบบแบนเนอร์ แต่เทรนด์ที่เห็นสัญญาณว่าจะ โตมากขึ้นในขณะนี้ คือการร่วมไปกับ IMC (integrated marketing communication) โฆษณาออนไลน์จะมีการอินทิเกรตกับมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น ปัจจุบันเทรนด์ดิจิทัลที่มาแรงมาก คือ การทำโซเชียลเน็ตเวิร์ก และเสิร์ชมาร์เก็ตติ้ง เป็นกระแสที่กำลังมาแรง และเป็นเทรนด์ที่ค่อนข้างสำคัญ และอีกอย่างก็คือการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการรักษาความสัมพันธ์กับผู้บริโภค เช่น เฟซบุ๊ก มีทั้งการสร้างกิจกรรมผูกใจผู้บริโภค ขณะที่มีการพูดคุยกับผู้บริโภคได้ตลอดเวลา วันละหลายๆ ครั้ง จากที่ปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ออกมามีจุดขายรองรับการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ได้ง่ายดาย ช่วยให้การนำพาอินเทอร์เน็ตติดตัวไปได้ทุกที่ และทำให้โซเชียลมีเดียเติบโตอย่างรวดเร็ว
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 2 กันยายน 2553]
+ bird's eye view
"กูเกิล" ปะทะ "เฟซบุ๊ก"
สร้างอาณาจักรลุย "เกมเครือข่ายสังคม"
ต้องยอมรับว่า "กูเกิล" ยักษ์ใหญ่วงการเสิร์ช กำลังเผชิญกับความท้าทายเว็บไซต์มาแรงอย่าง "เฟซบุ๊ก" ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งสัญญาณขยับเข้าสู่ธุรกิจเสิร์ชเอนจิ้นของกูเกิล โดยเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กได้ซื้อบริษัท Chai Labs ผู้พัฒนาระบบเสิร์ชที่มีรูปแบบเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน และสามารถระบุเฉพาะเจาะจงได้ ขณะที่กูเกิลก็เปิดไพ่ในการเข้าสู่เกมเครือข่ายสังคม ทำให้ทั้งสองบริษัทต่างเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อชิงชัยความเป็นผู้นำบนโลกออนไลน์ รวมทั้งการซ่องสุมกำลังพล ด้วยการดึงวิศวกรเก่งๆ จูงใจด้วยผลประโยชน์ในรูปแบบเงินทองและหุ้นต่างๆ เพื่อดึงเข้ามาเป็นสรรพกำลังของตน
ด้าน "อเล็กซ์ เซนต์ จอห์น" ประธานของ ไฮไฟฟ์ (hi5) เครือข่ายสังคมชื่อดังให้ความเห็นว่า "ด้วยตัวเครือข่ายสังคมแล้ว มันคือเกม เนื้อหาสาระของสิ่งที่คนพูดคุยกันบนเฟซบุ๊กนั้น ยังมีความสำคัญน้อยกว่าเกม และกูเกิลไม่ใช่บริษัทผู้พัฒนาเกมอีกด้วย"
หลังจากเฟซบุ๊กมีแม่เหล็กสำคัญอย่าง "FarmVille" และ "Mafia Wars" ที่ช่วยดันตัวเลขผู้ใช้งานสูงถึง 500 ล้านคน กูเกิลกำลังวางแผนที่จะใช้เกมเครือข่ายสังคม เป็นตัวผลักดันให้ผู้ใช้งานเข้ามาหามากขึ้น ด้วยการซื้อบริษัท Jambool ผู้พัฒนาระบบค่าเงินเสมือนจริงบนเครือข่ายสังคมและเกมให้กับเฟซบุ๊กและมายสเปซ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน กูเกิลควักกระเป๋าเงินมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อบริษัท Slide ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น SuperPoke และแอปพลิเคชั่นยอดนิยมต่างๆ ในเฟซบุ๊ก รวมถึงการให้เงินสนับสนุน Zynga ผู้ผลิตเกมทางสังคมรายใหญ่เบอร์ 1 ของโลกมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.พ. กูเกิลใช้งบประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ ซื้อบริษัท Aardvark เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่เครือข่ายเพื่อนออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือเว็บไซต์บริการทางสังคมอื่นๆ รวมถึงการค้นหาข้อมูลข่าวสารได้ จากนั้นเดือน เม.ย. กูเกิลว่าจ้าง "มาร์ค เดลอร่า" ผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเกม และเคยทำงานในบริษัทโซนี่ นินเทนโด และ Ubisoft เข้ามาช่วยงานในบริษัท
เมื่อกูเกิลเปิดตัวบริการเครือข่ายสังคมครั้งใหม่ ที่เรียกว่า "Google Me" "อีริค ชมิทธ์" ซีอีโอของกูเกิลกล่าวกับนักข่าวว่า "โลกนี้ไม่ต้องการมีเฟซบุ๊ก เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอัน แต่ต้องการเทคโนโลยี ที่ทำให้เพื่อนและความสัมพันธ์ต่าง ๆ เชื่อมต่อกับทุกสิ่งทุกอย่างได้"
การลงทุนและพัฒนาภายในองค์กรของกูเกิลนั้น แสดงให้เห็นว่า กูเกิลกำลังต่อจิ๊กซอว์ เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายสังคม เพื่อเตรียมตัวต่อสู้บนสังเวียนอินเทอร์เน็ตรอบใหม่ ที่มุ่งสู่ยุคของการเป็นสังคมมากขึ้น
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 สิงหาคม 2553]
+ bird's eye view
แกะรอย "อินเทอร์เน็ตทีวี" "แอปเปิล VS กูเกิล"
กรุยทางโอกาสใหม่
ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกอินเทอร์เน็ตกับกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์กำลังหลอม รวมกันอย่างแยกไม่ออก และเริ่มเข้ามาผสมผสานวิถีชีวิตของผู้ใช้งานมากขึ้น
หลังจากปี 2007 กูเกิล ตกลงร่วมมือกับ บริษัท Dish Network ในการพัฒนา "กูเกิลทีวี" และประกาศร่วมมือกับ บริษัท ไดเร็คทีวี (Direc TV) ผู้ให้บริการทีวีดาวเทียมรายใหญ่ในสหรัฐ เพื่อขายโฆษณาเข้าสู่ช่องเคเบิลทีวีในสังกัดของไดเร็คทีวี โดยกูเกิลจะใช้เครื่องมือโฆษณาของกูเกิล ภายใต้ชื่อ "กูเกิลทีวีแอดส์" (Google TV Ads) เพื่อขายโฆษณาใน 11 ช่อง อาทิ Bloomberg, Fox Business, TV Guide, Fuel, G4, Ovation เป็นต้น โดยลูกค้าของกูเกิลทีวีแอดส์จะเป็นผู้อัพโหลดวิดีโอโฆษณาไปยังเว็บไซต์ของกูเกิล และสามารถตัดสินใจได้ว่าต้องการจ่ายค่าบริการเท่าใด เป็นลักษณะการซื้อโฆษณาแบบประมูล โดยนักโฆษณาจะต้องเลือกรายการที่วีที่เหมาะสมกับสินค้า หรือโฆษณาที่ตนต้องการ แล้วประมูลพื้นที่ โดยกูเกิลระบุว่า การบริการนี้ถือเป็นการปรับปรุงโมเดลการซื้อโฆษณาแบบดั้งเดิมให้ดีขึ้น เพราะสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายตามข้อมูลลักษณะประชากรศาสตร์ได้ และยังสามารถวัดผลได้ว่า ผู้ใช้งานมีปฏิสัมพันธ์ หรือเข้าถึงโฆษณาอย่างไร
แต่กระนั้น หลายฝ่ายมองว่า กูเกิลทีวีแอดส์ เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่ "กูเกิลทีวี" จะออกสู่ตลาดอย่าง เป็นทางการ "กูเกิลทีวี" เป็นแพลตฟอร์มทีวี เชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล สามารถเล่นแอปพลิเคชั่นได้ ท่องอินเทอร์เน็ต รับชมวิดีโอ หรือหนัง ที่ทำงานอยู่บนเว็บได้ รวมถึงยังสามารถเสิร์ชหาโปรแกรมรายการที่ต้องการผ่านทางหน้าจออินเตอร์เฟสของกูเกิลด้วย โดยได้รับความร่วมมือจากยักษ์ใหญ่โลกเทคโนโลยี ประกอบด้วย บริษัท โซนี่ อินเทล และลอจิเทค ซึ่งทั้งโซนี่และลอจิเทคต่างคาดว่าบริษัทจะสามารถจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในสหรัฐได้ภายในปลายปีนี้
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ค่าย "แอปเปิล" มีข่าวเกี่ยวกับ แอปเปิลทีวี (Apple TV) ออกสู่สาธารณะเช่นกัน มีแผนจะกลับมาใช้ชื่อเก่า คือ iTV ที่ถูกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2006 คือสามารถป้อนข้อมูลดิจิทัลคอนเทนต์ที่หลากหลายได้ แสดงผลวิดีโอ ยูทูบ และภาพจาก iPhoto และ Flikr รองรับแอปพลิเคชั่นต่างๆ โดยใช้ระบบปฏิบัติการแบบเดียวกับไอโฟน 4 และสามารถสตรีมวิดีโอจาก iTunes ได้ ซึ่งคาดว่าจะออกสู่สายตาชาวโลกในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม บางรายอาจจะผลิตในรูปแบบเซตท็อปบอกซ์ออกสู่ตลาด อาทิ ยาฮู กระโดดเข้าสู่ตลาดทีวีอินเทอร์เน็ต เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับโซนี่ ซัมซุง VIZIO และแอลจี พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเชื่อมต่อกับทีวีกับเว็บไซต์โดยตรงได้ เป็นต้น
และไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ทีวีจะไม่เป็นเพียงหน้าจอธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่จะสามารถปฏิสัมพันธ์ สร้างประสบการณ์ใช้งานใหม่ๆ กับคอนซูเมอร์ได้ และหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะเป็นการพลิกโฉมโมเดลธุรกิจทีวีในศตวรรษที่ 21 อีกครั้ง
> www.google.com/tv
> www.apple.com/appletv
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2553]
+ หนังจอเล็ก
The Jungle Book
[: ชมผลงานจาก www.youtube.com ]
> การระลึกชาติของเด็กชายข้างบ้าน
> มันมากับความมืด
> เพียงอารมณ์พัดผ่าน
> Visual Poem [April, 2008]
> ทางลัด
> waves
> absolute and relative
> Live View
> Grave
> road motion
> white house
+ on the wings of the wind
ฮัลโหล ถึงไหนแล้ว
สวัสดีครับ
หลังจากผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นมาได้หกเดือน ผมก็ยังรู้สึกว่ามาเร็วเกินไปอยู่นั่นเอง ต้องหน่วงให้ช้าลงอีกหน่อย ผ่อนจังหวะให้สัมพันธ์กับเงื่อนไขปัจจัยของตัวเอง
อย่าลืมว่าสุภาษิตประจำชาติของเราคือ ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย
ทะลึ่งแหลมออกไประวังงานจะเข้า หลวงวิจิตรฯ แกแนะไว้อย่างนั้น
ต้องแก้ด้วยสุนทรภู่ รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
คิดดีกับคนอื่นแล้วก็ต้องถนอมหัวใจตัวเองด้วย เรื่องบ้านเมืองต้องมองช่วงยาวให้ออก เหมือนดูละครอ่านนิยายก็ต้องเห็นโครงเรื่องหลัก ความขัดแย้งกรี๊ดกร๊าดใส่กันในแต่ละวันเป็นแค่สีสัน ยิ่งคนดูชอบเขาก็ยิ่งเล่นมาก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเคลื่อนไปตามทิศทางที่ควรจะเป็น
ปรับร่างกายดีแล้ว ต่อไปก็ต้องปรับจิตใจ หกเดือนหลังของปีนี้ผมจึงตั้งใจจะให้ของขวัญตัวเองด้วยการทำงานสร้างสรรค์ส่วนตัว
ประมาณกลางปีหน้า น่าจะได้เห็นงานเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งวรรณกรรม ศิลปะ และภาพยนตร์
ภายใต้ชื่อโปรเจ็คต์เดียวกันคือ ปัจจุบรรพกาล
และใช้นามแฝงคือ ฌาน รหัสยะ
แม้จะรู้สึกว่าชื่อ ฌาน มันฟังดูหล่อและเป็นพระไปหน่อย แต่ก็ยังนึกชื่ออื่นไม่ออก หรือจะใช้ชื่อ เพชร ชมพูนุท เพชร ก็คือ วชิระ ชมพูนุท ก็คือ ทองเข้ม แต่ก็ยังไม่เหมาะ
แค่ชื่อตัวก็ปวดหัวแล้ว
น่าปวดหัวมากกว่าคือการจัดการ ตอนนี้กำลังศึกษากระบวนการทำงาน เครื่องไม้เครื่องมือ และพื้นที่นำเสนอ เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบ คือต้องเหมาะกับตัวเอง คล่องตัว ประหยัด และทำได้ต่อเนื่อง เพราะเนื้อหามันครอบจักรวาล แยกย่อยแตกแขนงไปได้มากมาย จนกว่าจะเบื่อ
หัวข้อนี้อยู่ในใจมาช้านาน มาชัดเจนเมื่อสัมผัสประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมานั่นเอง มันมาจากความรู้สึกที่ว่ากาลเวลาไม่มีอยู่จริง ปัจจุบัน อดีต และอนาคต คือสิ่งเดียวกัน ปรากฏร่องรอยทั้งเรื่องเล่า วัตถุวิสัย และภาพลักษณ์ ร่องรอยนั้นเองที่ผมเห็นว่าเป็นความงาม เป็นสุนทรียภาพที่น่าจะทำให้กระจ่าง
ต้องทำทั้งวรรณกรรม ศิลปะ และภาพยนตร์ เพราะสื่อแต่ละตัวเด่นและด้อยต่างกัน อย่างวรรณกรรมกับภาพยนตร์เป็นศิลปะกินเวลา ต้องอาศัยช่วงเวลาหนึ่งในการรับรู้ ส่วนทัศนศิลป์เป็นศิลปะกินพื้นที่ที่ไม่จำกัดเวลา หรือทัศนศิลป์กับภาพยนตร์เป็นสื่อสากลที่เปิดกว้างต่อการตีความ ขณะที่วรรณกรรมจะเล่นกับภาษาและตัวความคิดโดยตรง
นอกจากนี้งานในส่วนอื่นก็จะโคจรโดยรอบการเพ่งหัวข้อนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นงานวิจารณ์ในนามแฝง สุภาพ พิมพ์ชน (วรรณกรรม) นอม ปทัสถาน (ศิลปะ) และ ทิพากร พิพิธประสาท (วัฒนธรรม) หรือการลงทุนทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องส่งเสริมกันโดยอ้อมในภาพรวม
งานเก่าเก็บน่าจะได้ระบายออกในโอกาสนี้ด้วย ระหว่างนี้มีอะไรคืบหน้าจะมาประกาศให้รับทราบโดยทั่วถึงกัน.
bookwing@gmail.com
1 สิงหาคม 2553
[ # อ่านบทนำย้อนหลัง ]
+ ประชาสัมพันธ์
นารีปราโมทย์ และเรื่องรักใคร่อื่นๆ
หนังสือรวมเรื่องสั้นของ เอื้อ อัญชลี
เอื้อ อัญชลี นำรสคำประพันธ์แบบ นารีปราโมทย์ ในขนบวรรณกรรม นับแต่สุนทรภู่ ยาขอบ นิยายพาฝัน วรรณกรรมเพื่อชีวิต เรื่องรักวัยหวานสยามสแควร์ - วรรณกรรมสะท้อนปมทางจิตวิเคราะห์ จนถึงนิยายรักเกาหลี มาปรุงแต่งใหม่เป็นเรื่องสั้นร่วมสมัย ชวนให้ชิมด้วยแนวเรื่องรักใคร่ชายหญิง ทว่ากลับหยิกแกมหยอกกะเทาะเปลือกมายา แฝงสาระสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตและสังคม และแอบปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามไว้อย่างแนบเนียน
> อ่าน
+ แนะนำหนังสือ
เดอะเว็นดิโก้ อสูรไพรทมิฬ (The Wendigo)
อัลเจอร์นอน แบล็ควูด (Algernon Blackwood) เขียน
แดนอรัญ แสงทอง แปล
openbooks, 2553
> อ่าน
[ # อ่านบทความในหมวดเดียวกัน ]
+ แนะนำหนังสือ
เฟรชคิลส์ และการเดินทางของเรื่องราวอื่นๆ
กันต์ธร อักษรนำ
สำนักพิมพ์ผจญภัย, มีนาคม 2553
> อ่าน
[ # อ่านบทความในหมวดเดียวกัน ]
[ ^ กลับด้านบน ]