www.nokbook.com - ท้องฟ้าของหนังสือและสื่อสร้างสรรค์ -

หน้าบ้านนก | ห้องนกข่าว | ห้องนกเล่น | ห้องนกอ่าน | ห้องนกเขียน | ห้องนักเขียน | ร้านหนังสือ
 
มหัศจรรย์ธรรมดา
สีสันในหนังสือ / ‘สุภาพ  พิมพ์ชน’ 
 
 

[สัตว์วิกาล : ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์  วีระเศรษฐกุล / โครงการดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) / openbooks, พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2550]

เป็นความมหัศจรรย์อันหนึ่งที่มีผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง อภิชาติพงศ์  วีระเศรษฐกุล กำเนิดขึ้นในสังคมไทย  สังคมที่ขาดความเอาใจใส่ต่อบรรยากาศของการทำงานสร้างสรรค์ทุกประเภท  และยังเต็มไปด้วยแรงเสียดทานประหลาดมากมาย 

ความน่าอัศจรรย์อันดับต่อมาคือ  สิ่งสามัญธรรมดาในสังคมไทยปัจจุบันนั่นเองที่เป็นแรงบันดาลใจและวัตถุดิบให้อภิชาติพงศ์นำมาใช้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์ของเขา 

ตอนนี้ชื่อของอภิชาติพงศ์ขึ้นไปต่อแถวรอเป็นผู้กำกับฯ ชั้นครู (master) ของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลกอีกคนหนึ่งแล้ว  ต่อความเป็นปรมาจารย์นั้นนอกจากจะมีความรู้ในศาสตร์แห่งวิชาชีพของตนอย่างครบถ้วนในแต่ละกระบวนการ  และมีความสามารถเชี่ยวชาญระดับนายแห่งเครื่องมือ  เขายังมี “ภาษาหนัง” ของตัวเอง  เป็นต้นแบบบริสุทธิ์ที่มีอิทธิพลให้แรงบันดาลใจและคิดต่อได้ไม่จบสิ้น 

ตามปกติแล้วหนังโดยทั่วไปซึ่งทำหน้าที่ให้ความบันเทิงเป็นหลัก  จะใช้โครงสร้างของภาษาที่เข้าใจคุ้นเคยกันเพื่อสื่อสารกับคนในวงกว้าง  โครงสร้างนั้นประกอบด้วยวิธีดำเนินเรื่อง  ลักษณะตัวละคร  และการใช้สัญลักษณ์  ความแตกต่างของภาษาที่ว่าจะเป็นตัวกำหนดประเภทของหนัง  เช่น  หนังรัก  หนังบู๊  หนังตลก  หนังผี  หนังสารคดี  ฯลฯ  แต่ผู้กำกับฯ ชั้นครูจะสร้างภาษาของตัวเองขึ้นมารองรับสิ่งที่ตนต้องการสื่อสารเป็นการเฉพาะ  บางครั้งก็เป็นที่เข้าใจได้ทั่วไป  แต่บางครั้งก็ยากจะเข้าใจเพราะผิดไปจากความคุ้นเคย  บางคนจึงจัดประเภทเป็นหนังศิลปะ  การสร้างสรรค์ไวยากรณ์ในหนังของผู้กำกับฯ เหล่านี้เป็นต้นแบบให้คนทำหนังในชั้นหลังหยิบยืมไปใช้ประกอบปรุงแต่งเป็นงานของตนบ้าง  เพราะฉะนั้นจึงถือกันเป็นครูด้วยจิตคารวะ 

แม้จะเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ  แต่ที่ทางของอภิชาติพงศ์ในสังคมไทยยังอยู่ในแวดวงเฉพาะ  แม้ผลงานของเขาจะเข้าไปสะสมอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกหลายแห่ง  แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัส  หรือแม้จะได้ดูก็มีน้อยคนจะเข้าใจ  เพราะไม่อาจสลัดตัวเองออกจากการดูหนังที่สนองความคาดหวังซ้ำเดิม  เพราะฉะนั้นคนที่จะชอบงานของอภิชาติพงศ์น่าจะมีอยู่ 2 กลุ่ม  คือ  พวกที่แสวงหาสุนทรียภาพอันสดใหม่อยู่เสมอ  กับพวกที่ไม่มีความคาดหวังต่อหนังมาก่อนเลย 

อย่างไรก็ตาม  อภิชาติพงศ์ยังคงเป็นชัยชนะที่น่าภาคภูมิใจของแวดวงคนทำหนังอิสระในบ้านเรา  ซึ่งเริ่มต้นพร้อมกับการเกิดใหม่อีกครั้งของหนังไทยมาได้กว่าสิบปีแล้ว  หนังสือ “สัตว์วิกาล” หรือ “Unknown Forces”  นอกจากจะสรุปภาพรวมการทำงานของอภิชาติพงศ์เท่าที่ผ่านมา  และเห็นถึงทิศทางการก้าวย่างต่อไปแล้ว  ยังให้ภาพการต่อสู้ด้วยใจรักของคนทำหนังกลุ่มหนึ่งในช่วงที่ผ่านมาด้วย 

หนังสือให้ภาพความเป็นมาของอภิชาติพงศ์เท่าที่จำเป็น  จากเด็กหนุ่มที่เติบโตในจังหวัดขอนแก่น  และเรียนจบปริญญาตรีวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น  เขาพิสูจน์ความรักในศิลปะภาพยนตร์ของตนด้วยการไปเรียนต่อด้านนี้โดยตรงที่ The School of the Art Institute of Chicago  แล้วเริ่มต้นทำหนังในปี 2533  ด้วยหนังทดลองในบริบทของศิลปะ  ซึ่งเป็นสนามให้เขาได้ฝึกฝนฝีมือและความคิด  จนค้นพบแนวทางเฉพาะตนที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  รวมถึงพบเจอที่ทางอยู่รอดในฐานะคนทำหนังอิสระด้วย  ภาพยนตร์เรื่องยาวที่เขาได้ทำในเวลาต่อมา  ส่วนใหญ่จะเป็นการขยายต่อเนื่องจากงานที่เขาทำมาก่อนนั่นเอง 

หากจะถอดไวยากรณ์ในหนังของอภิชาติพงศ์ออกมา  ส่วนผสมสำคัญน่าจะประกอบด้วย 3 สิ่ง  คือ  ความธรรมดา  ความมหัศจรรย์  และความในใจของเขาเอง 

การกลับสู่ความธรรมดาเป็นลักษณะร่วมอย่างหนึ่งของกระแสวัฒนธรรมในช่วงทศวรรษ 1990  ซึ่งถือกันว่าไม่มีอะไรใหม่อีกแล้ว  ก่อนหน้านี้ศิลปะสมัยใหม่จะแข่งกันทำอะไรก้าวหน้าแปลกใหม่จนมาสุดที่สุญญากาศของความว่างเปล่า  หลังจากนั้นคือการย้อนกลับไปหยิบสิ่งต่างๆ มามองใหม่และทำซ้ำในอีกบริบทหนึ่ง  อย่างที่ปรากฏในศิลปะแบบหลังสมัยใหม่ทั้งหลาย  เช่น  การกลับมาของจิตรกรรมที่เน้นความบริสุทธิ์จริงใจของศิลปิน  ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟที่ใช้ทักษะเบื้องต้นถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกแทนชั้นเชิงแพรวพราว  หรือหนังอิสระที่เน้นความจับใจทดแทนงานสร้างอลังการ 

หนังของอภิชาติพงศ์สะท้อนอิทธิพลจากสุนทรียศาสตร์กระแสที่มองหาความงามในความเรียบง่ายธรรมดา  เขาพยายามจะไม่ปรุงแต่งให้หนังของเขาสวยเกินความเป็นจริง  หรือไม่ก็จะเจตนาปรุงแต่งอย่างซื่อๆ ไม่สมจริงให้เห็นชัดว่าแต่งขึ้นมา  ตัวละครของเขาไม่ใช่ดารา  หน้าตาธรรมดา  แสดงเป็นธรรมชาติ  ไม่เร้าอารมณ์  และมีความเคอะเขินแบบนักแสดงสมัครเล่น  การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างอิสระ  บ้างก็สมจริงจนจืดชืด  บ้างก็เหนือจริงชวนพิศวง  ภาพที่ออกมาจะไม่เล่นเทคนิคพิเศษเกินไปกว่าคุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือ 

เขาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านชีวิตของคนธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย  ด้วยสายตาที่อ่อนโยนยิ่ง  และยังหยิบยืมวัฒนธรรมบันเทิงของชนชั้นล่างขึ้นมามองใหม่และทำใหม่อย่างให้เกียรติ  อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่เขามองหาในความธรรมดานั้นคือความมหัศจรรย์  เขาพยายามมองหาความมหัศจรรย์ในกระบวนการพื้นฐานของการทำหนัง  ซึ่งไม่อาจแสดงออกได้ด้วยสื่อประเภทอื่นนอกจากภาพยนตร์เท่านั้น  เช่นเดียวกับความประทับใจในลักษณะพิเศษของการบันทึกผ่านเครื่องมือแต่ละประเภท  ซึ่งบางครั้งไม่อาจสัมผัสได้ด้วยตาเปล่า 

ความมหัศจรรย์นั้นไม่ได้เป็นเพียงภาพแปลกประหลาดที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า  แต่เป็นความรู้สึกที่สะท้อนอยู่ภายในตัวตนอันมืดดำของผู้พบเห็น  ซึ่งแม้แต่เจ้าตัวเองก็อาจจะไม่รู้มาก่อนว่าตนเป็นเช่นนั้น  ชีวิตมนุษย์ธรรมดาที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารเป็นสิ่งที่น่าพิศวงมหัศจรรย์สำหรับเขา 

และแน่นอนว่าแก่นแกนของหนังแต่ละเรื่องก็คือความในใจของเขาเอง  เช่นเดียวกับผู้กำกับฯ ที่มีไวยากรณ์ของตัวเองทั้งหลาย  เขาต้องมีความรู้สึกนึกคิดที่ชัดเจนเสียก่อน  จึงจะสามารถกำหนดองค์ประกอบต่างๆ ให้ไปในทิศทางเดียวกัน  จนกลายเป็นส่วนผสมเฉพาะขึ้นมา  ยิ่งเคารพต่อความรู้สึกจริงแท้ของตัวเองมากแค่ไหน  ภาษาหนังก็จะยิ่งชัดเจนเท่านั้น  มวลแห่งความในใจของอภิชาติพงศ์เป็นความรู้สึกที่เหมือนกับการพยายามคว้าจับอะไรบางอย่างทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นเพียงมายา  และสุดท้ายก็คือความว่างเปล่า  สิ่งนั้นอาจจะเป็นความปรารถนาของตัวละคร  การตกอยู่ในภวังค์ของภาพยนตร์  หรือแม้กระทั่งชีวิตของเราเอง 

นอกจากวงการภาพยนตร์  ความสำคัญของไวยากรณ์ที่อภิชาติพงศ์ค้นพบยังมีประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์ในอีกหลายวงการ  อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่าความพิลึกพิลั่นเลอะเทอะที่สำแดงอาการอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้ไม่ใช่กองขยะที่ต้องเบือนหน้าหนีอย่างเดียว  แต่ยังเป็นวัตถุดิบหรือปุ๋ยชั้นเลิศสำหรับบำรุงปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ให้งอกงามด้วย.

เขียน : 17/02/2008

[# อ่านบทความในหมวดเดียวกัน]

 
[^ กลับขึ้นบน]
 
 
 
 
หน้าบ้านนก | ห้องนกข่าว | ห้องนกเล่น | ห้องนกอ่าน | ห้องนกเขียน | ห้องนักเขียน | ร้านหนังสือ
site development by bookwing@gmail.com