+ bird's eye view
'สัปปายะสภาสถาน' ถอดรหัสรัฐสภาแห่งศีลธรรม


ผลการประกวดแบบก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ประกาศกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า 'สัปปายะสภาสถาน' ที่มี ธีรพล นิยมจาก อาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นหัวหน้าทีม ผ่านการพิจารณา โดยทีมงานได้ให้ความหมายของชื่อไว้สั้นๆ ว่า สัปปายะ แปลว่า สบายในทางธรรม สัปปายะสภาสถานจึงหมายถึงสถานที่ประกอบกรรมดี
ทีมงานตอบโจทย์ผ่านสถาปัตยกรรมที่ออกแบบด้วยภูมิปัญญาตามคติทางพุทธศาสนา ได้แก่ แบบแผนไตรภูมิ โดยมุ่งหมายเพื่อพลิกฟื้นจิตใจของผู้คน ด้วยการสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษ อันจะนำไปสู่บ้านเมืองแห่งความสงบสุข ร่มเย็น ด้วยการอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชมาประดิษฐานยังหลังคาเครื่องยอดของตัวอาคาร ซึ่ง ชาตรี ลดาลลิตสกุล จาก บจก.ต้นศิลป์สตูดิโอ ผู้รับหน้าที่เป็นสถาปนิกโครงการ เปิดเผยว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมสะท้อนอุดมคติ 5 ประการ ประกอบด้วย ชาติ, ศีลธรรม, สติปัญญา, สถาบันกษัตริย์ และประชาชน โครงการยังเน้นย้ำถึงความทันสมัยในด้านแนวคิดการออกแบบ ซึ่งหวังให้อาคารแห่งนี้เป็นต้นแบบของ Green Architecture ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ปิยเมศ ไกรฤกษ์ จาก บจก.บลูพลาเน็ต อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ดูแลด้านภูมิสถาปนิกของโครงการ ให้คำอธิบายผ่านแนวคิดเรื่อง "ไตรภูมิ" ว่า "เรามองว่าตัวอาคารรัฐสภาเป็นเรื่องทางโลกก็คือโลกียะ ส่วนยอดชั้นบนถือเป็นส่วนศีลธรรมที่คอยกำกับคือโลกุตตรธรรม อันเป็นมุมมองแนวตั้ง ส่วนแนวนอนที่เป็นงานภูมิทัศน์นั้น ทิศทั้ง 3 คือ เหนือ ใต้ และตะวันออก เรามองเป็นแดนสามัญที่เรียกว่า 'โลกียะ' ซึ่งจะรองรับประชาชนทุกกระแส ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมเยือน หรือรวมตัวแสดงพลัง ขณะที่ทิศตะวันตกริมฝั่งแม่น้ำ ผมเรียกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็น 'โลกุตตระ' ซึ่งภูมิทัศน์ถูกจัดแบบโบราณจำลองเขาพระสุเมรุ"
งานแนวราบหรือ landscape และที่เขาพูดถึง "โลกียะ" ซึ่งจะรองรับประชาชนคนสามัญ ขยายความว่าหมายถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ สถานีรถไฟใต้ดิน ท่าเรือ และที่สำคัญ "ลานประชาธิปไตย" ที่เตรียมไว้สำหรับประชาชนที่จะมารอพบสมาชิกรัฐสภา และมีส่วนที่จัดไว้สำหรับผู้สื่อข่าวที่จะมารอทำข่าว รวมถึงโพเดี้ยมสำหรับนักการเมืองที่จะมายืนแถลงหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ขณะที่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สมมติให้เป็นโซน "โลกุตตระ" เน้นภูมิทัศน์โบราณจำลองเขาพระสุเมรุ มีกำแพงแก้วลอยอยู่เหนือยอดมะกอกที่ถือเป็นไม้ตำนานแห่งเมืองบางกอก ส่วนด้านล่างเสมือนเชิงเขาอยู่ริมฝั่งน้ำ วางให้เป็นต้นไทรใบแหลม ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอีกไม้มงคลประจำเมืองกรุงเทพมหานคร
"ภูมิทัศน์ริมน้ำตอนกลางวันจะสงบนิ่ง เหมือนสถาปัตยกรรมไทยที่ชี้แนวทางแห่งโลกุตตระ ส่วนตอนกลางคืน เมื่อแสงไฟส่องสว่างตรงยอดเจดีย์จากกำแพงแก้ว เปรียบได้กับจิตสว่างและสงบ เวลานั่งเรือผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณนี้จะสัมผัสได้ถึงความสงบ สื่อถึงความไม่มีตัวตน ไม่มีสิ่งใดควรยึดถือ"
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ธันวาคม 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
7 ปีทอง พระธรรมทูตรุ่นใหม่ ว.วชิรเมธี

เพราะงานเผยแผ่ถือเป็นหัวใจหรือเส้นเลือดสำคัญที่จะหล่อเลี้ยงพระพุทธศาสนาให้เจริญอย่างมั่นคง พระมหาวุฒิชัย ผู้มีนามฉายาว่า วชิรเมธี เริ่มทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก (Appled Buddhism) อย่างเป็นกิจจลักษณะเมื่อปี 2541 ด้วยการจัดทำค่ายธรรมะตามสถาบันการศึกษาต่างๆ เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ จนกระทั่งปี 2547 ได้ออกหนังสือ ธรรมะติดปีก ปรากฏว่าสร้างชื่อเสียงให้พระหนุ่มเรื่อยมาถึงปัจจุบัน
งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระมหาวุฒิชัยนั้นมีหลายต่อหลายอย่าง คือ การเขียนคอลัมน์ การพิมพ์หนังสือเล่ม การเดินสายบรรยายธรรม การทำรายการโทรทัศน์ การทำรายการวิทยุ การเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน การจัดปฏิบัติธรรมและนำสมาธิภาวนา (ในไทยและต่างประเทศ) การจัดทำเว็บไซต์ธรรมะทูเดย์ดอตคอม (dhammatoday.com) นอกจากนี้ ยังมีการใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) และทวิตเตอร์ (Twitter) และธรรมะโมบายล์ การแจกซีดีเป็นธรรมทาน การจัดทำเพลงธรรมะ การจัดทำการ์ตูนแอนิเมชันธรรมะพุทธประวัติ การจัดทำการ์ตูนคุณธรรมชุด ธรรมะมหาสนุก และที่สำคัญก็คือ การก่อตั้งสถาบันวิมุตตยาลัย (สถาบันการศึกษาทางเลือกเพื่อสันติภาพโลก) และการสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม (โรงเรียนเตรียมสามเณร) ที่ จ.เชียงราย
แม้งานของพระนักเผยแผ่รูปนี้จะมากมายเพียงไร แต่ทุกวันของการทำงานล้วนเป็น วันสุข เสมอ เพราะท่านได้ทำงานอันเป็นที่รัก ความสุขจึงเกิดขึ้นทุกวันที่ได้ทำงาน
> www.dhammatoday.com
> www.vimuttayalaya.net
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 11 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
ไม่เกรงใจตุลาการ-ทหารภิวัตน์
"วรเจตน์" ในคัมภีร์ "นิติรัฐ"
รัฐบาล-ประชาธิปไตย ในคำพิพากษาสื่อ

"ประชาชาติธุรกิจ" เปิดศักราชใหม่ด้วยบทวิพากษ์สังคมการเมืองไทยอันเผ็ดร้อนอีกครั้งหนึ่งของ "ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์" อดีตหัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงบทวิพากษ์สื่อมวลชน พ.ศ.นี้ อย่างตรงไปตรงมา!
"ผมคิดว่ารัฐบาลมัวแต่ไปเอาใจใส่กับเรื่องคุณทักษิณ (ชินวัตร) มากเกินไป ทำให้รัฐบาลไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็นหลายเรื่อง ฉะนั้นถามว่า นิติรัฐในรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างไร ผมมองว่าจริงๆ ไม่เฉพาะรัฐบาลนี้ แต่ประเด็นเรื่องนิติรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมคิดว่ายังไม่เข้าสู่ระดับที่ควรจะเป็นหลายเรื่อง"
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 7 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
"ชาตินิยมไทย" มีหลายสาแหรก
กรุณาอย่าโยนทุกอย่างไปให้ "หลวงวิจิตรฯ"

เมื่อวันที่ 11-12 ธันวาคม ที่ผ่านมา โครงการภูมิภาคศึกษา สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้จัดการสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ "ภาพหลอกหลอน ณ ชายแดนใต้ของไทย: การเขียนประวัติศาสตร์ปาตานีและโลกอิสลาม" ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มาปาฐกถานำในหัวข้อ "ทบทวนแนวคิดชาตินิยมไทย ส่วนประกอบทาง "ชาติพันธุ์" "สถาบันกษัตริย์" และลักษณะ "สุดโต่ง""
อาจารย์ธงชัยเสนอว่า ชาตินิยมที่เข้าใจกันในวงวิชาการหรือความเข้าใจทั่วไปในโลกนี้ เกิดมาพร้อมกับความรู้สึกที่สมาชิกของชาติมีความสัมพันธ์เป็นเชิงราบ คือทุกคนเป็นสมาชิกของชุมชนชาติเท่าๆ กัน ไม่มีใครสูงต่ำกว่ากัน แต่ชาตินิยมไทยไม่เคยมีลักษณะเช่นนั้นเลย ชาตินิยมไทยมีลักษณะเป็นชนชั้นตลอดมา
หลายปีมานี้ในสังคมไทยมีสองหัวข้อเกี่ยวกับชาตินิยมที่ย้อนแย้งกัน ได้แก่ ในกรณีปัตตานี เขาอยากจะแยก เราก็ไม่อยากให้เขาไป แต่กรณีชาวเขา เขาอยากจะเป็นไทย เราก็ไม่ยอมให้เขาเป็น ทั้งๆ ที่เขาเกิดในเมืองไทยมาหลายชั่วอายุคน
นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า เราจำเป็นต้องรื้อกรอบโครงในการคิดเรื่องชาตินิยมไทยใหม่ทั้งหมด ผ่านนิทานเปรียบเทียบที่ว่า เวลาคนไทยเห็น "หมีโคอาลา" เราจะเรียกว่า "หมี" แต่สุดท้าย "โคอาลา" ก็ไม่ใช่หมี มันแค่เหมือนหมี หรือเรียกไก่งวงว่า "ไก่งวง" แต่ "เทอร์คีย์" (คำเรียกไก่งวงในภาษาอังกฤษ) เป็นนกไม่ใช่ไก่ ดังนั้น สิ่งที่เราเหมารวมหมดว่าเป็นเรื่อง "เชื้อชาตินิยม" นั้น สุดท้ายมันคือ "หมีโคอาลา" หรือ "ไก่งวง" กันแน่ ในกรณีสัตว์ทั้งสองชนิด พวกเขาไม่ใช่หมีและไม่ใช่ไก่ เป็นเพียงสิ่งที่ดูคล้ายหมีและไก่ แต่มีรากความเป็นมาคนละสายพันธุ์กัน
> www.patani-conference.net
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก มติชนออนไลน์ วันที่ 16 ธันวาคม 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
สองนครา สู่นครแห่งท้องถิ่น

เป็นภาคต่อจาก สองนคราประชาธิปไตย และ ทักษิณาประชานิยม ก่อนจะมาถึง แปรถิ่น เปลี่ยนฐาน หนังสือเล่มล่าสุดของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎีอันลือลั่น สองนคราประชาธิปไตย คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล
ผลงานเล่มนี้ต้องการชี้ว่า การพัฒนาประชาธิปไตยที่จะยั่งยืนได้ควรเริ่มที่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย สร้างสำนึกความเป็นพลเมืองด้วยจุดเด่นของตนเอง เช่น อัตลักษณ์ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพื่อให้คนชั้นล่างเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหาบ้านเมือง ทำให้ท้องถิ่นเป็น สาธารณนิยม พร้อมกับที่เป็นพหุนิยม และเป็นองค์กรภาคสังคมด้วย เมื่อท้องถิ่นพัฒนา ประชาชนก็จะเกิดความรับผิดชอบตนเอง เหล่านี้จะทำให้ประชาธิปไตยทางตรงมีบทบาทมากขึ้น ผนึกหนุนกับประชาธิปไตยทางอ้อมผ่านระบบผู้แทนที่ยังคงมีบทบาทเช่นกัน
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
กับดักแห่งความเปลี่ยนแปลง

แม้ว่าความเคลื่อนไหวของประชาชนในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา จะใช้ชื่อ "ประชาธิปไตย" ทั้งสองสี แต่ก็ไม่ได้มุ่งที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแท้จริงขึ้นในประเทศไทยทั้งสองสีเหมือนกัน ทั้งสองสีต่างเป็นนอมินีของกลุ่มชนชั้นนำซึ่งแตกแยกและแก่งแย่งอำนาจ-ผลประโยชน์กันเอง
จะมองเห็นความไม่ประชาธิปไตยในการเคลื่อนไหวของสองสีนี้ได้ชัด หากนำไปเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน, ชาวบ้านต่อต้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก-บ้านกรูด หรือสระบุรี และที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง, ชาวบ้านสะเอียบที่ต่อต้านเขื่อนแก่งเสือเต้น, ชาวสลัมสี่ภาค, ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ฯลฯ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไม่สนใจจะยกอำนาจให้แก่อัศวินม้าขาวคนใด และไม่ได้สอดคล้องกับอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำกลุ่มใด และปัญหาต่างๆ นั้นประชาชนต้องมีอำนาจในการแก้ไขให้แก่ตนเอง แม้ว่าในระยะเริ่มต้นอาจเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะตน แต่หลังจากเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ก็ดึงประชาชนหลากหลายกลุ่มเข้าร่วมสนับสนุน จึงทำให้ประเด็นขยายกว้างขึ้นสู่นโยบายสาธารณะระดับประเทศ นี่คือสำนึกประชาธิปไตยที่แท้จริง คือวางการแก้ปัญหาไว้ที่อำนาจของตนเองในฐานะพลเมืองของระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งไม่ยินยอมเป็นเพียงเครื่องมือของชนชั้นนำกลุ่มใด แม้แต่ต้องเผชิญกับอำนาจของชนชั้นนำซึ่งกุมอำนาจรัฐไว้ก็ไม่สะทกสะท้าน
ในทางตรงกันข้าม การเคลื่อนไหวของสีเหลืองและสีแดง ไม่ได้ให้ความสนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนเลย การเคลื่อนไหวของสองสีไม่ใช่คำตอบสำหรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยแน่ แต่เป็นการเปิดสนามรบใหม่ของกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้น เป็นครั้งแรกที่กลุ่มชนชั้นนำไทยเลือกใช้ท้องถนนเป็นสนามรบ เพราะกลายเป็นการต่อสู้ในเกมที่ใครได้จะได้หมด และใครเสียจะเสียหมด จึงทำให้การต่อสู้พร้อมจะรุนแรงและยืดเยื้อได้ เพราะไม่มีฝ่ายใดจะยอมเสียหมดอย่างแน่นอน แต่ไม่ว่าฝ่ายใดชนะ ก็ไม่ทำให้ประชาชนมีอำนาจในตัวเองมากขึ้น
แม้กระนั้นผมก็เชื่อว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนจะซบเซาลงในสื่อช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ที่จริงแล้ว ก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก มติชนรายวัน วันที่ 23 พฤศจิกายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
Mark J.Penn : กระแสจิ๋วแห่งศตวรรษที่ 21

ปัจจุบันการสำรวจความคิดเห็น (โพลล์) เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งในการชี้วัด บอกแนวโน้มความเป็นไปด้านต่างๆ ของสังคม แวดวงการเมืองและธุรกิจดูจะเป็นหน่วยงานที่ต้องการตัวเลขความน่าจะเป็นจากการทำโพลล์ในอันดับต้น มาร์ค เจ.เพนน์ (Mark J.Penn) นักทำโพลล์ผู้ที่เคยทำโพลล์ที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ผู้นำในทำเนียบขาว อย่าง อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกา, อดีตนายกรัฐมนตรี โทนี่ แบลร์ ของอังกฤษ และนางฮิลลารี่ คลินตัน กลยุทธ์ต่างๆ ของนักการเมืองเหล่านี้ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเพนน์ เขาเป็นคนเดิมเกมและวางหมากว่าจะจับนโยบายอะไรมาเป็นจุดเด่นเพื่อสร้างฐานให้กับนักการเมือง จนประสบความสำเร็จ บทบาทของเพนน์ยังรวมไปถึงการทำหน้าที่เป็นซีอีโอในบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง Microsoft, Ford Motor Company, Merck & Co., Verizon, BP และ McDonalds
วิสัยทัศน์ในการทำโพลล์ และประสบการณ์ในการทำงาน เป็นที่มาของหนังสือ Microtrends ซึ่งเพนน์เขียนร่วมกับ อี.คินนีย์ ซาเลสเน (E.Kinney Zalesne) (หนังสือเล่มนี้มีแปลเป็นภาษาไทยโดย ภาสกร ประมูลวงศ์ และ โตมร ศุขปรีชา ชื่อหนังสือ เทรนด์จิ๋ว พลิกโลก โดย สนพ.จีเอ็ม บุ๊คส์) Microtrends กลั่นและวิเคราะห์ข้อมูลของอานุภาพหรือพลังของกลุ่มคนเล็กๆ หรือความนิยมขนาดจิ๋ว แต่กลับสั่นคลอนหรือส่งผลกระเทือนต่อการเมือง สังคม วัฒนธรรม และธุรกิจ หากมองด้วยการเอาอารมณ์ของความร่วมสมัยของศตวรรษที่ 21 ไปจับ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับการได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของผู้คนยุคนี้
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
ทุนทางสังคม การเงินชุมชนไทย
และคุณูปการของ เอลินอร์ ออลสตรอม

ในรอบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันการเงินขนาดจิ๋วหรือไมโครไฟแนนซ์ได้รับการศึกษาและกล่าวขานมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะโมเดล "ธุรกิจเพื่อสังคม" ที่ช่วยผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่สถาบันการเงินกระแสหลักไม่ยอมให้บริการ นำเงินกู้ขนาดจิ๋วไปทำกิจการขนาดจิ๋วเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต รวมทั้งช่วยสร้างวินัยในการออมเพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว โดยเฉพาะในวัยชราที่จะมีรายได้น้อยมากหรือไม่มีเลย และมีแนวโน้มว่าจะต้องพึ่งตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยธรรมชาติและประวัติศาสตร์ในหลายประเทศ ทุนที่ชนบทมีอย่างเหลือเฟือมักไม่ใช่เงิน แต่เป็นทุนชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นทุนทางปัญญา (ภูมิปัญญาท้องถิ่น) ทุนธรรมชาติ (สิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์) หรือทุนวัฒนธรรม แต่ทุนที่อาจสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาชุมชน และเป็นหัวใจแห่งความสำเร็จของสถาบันไมโครไฟแนนซ์แทบทุกแห่งที่ได้รับการยอมรับ คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ขนานนามว่า "ทุนทางสังคม"
ผู้เขียนสรุปในหนังสือเรื่อง Macrotrends (สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ และสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์, 2552) ไว้ว่า "นักวิจัยบางคนนิยาม "ทุนทางสังคม"...ว่า ทรัพยากรอะไรก็ตามที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ความคิด โอกาส กำลังใจ ความปรารถนาดี ความไว้วางใจ หรือความร่วมมือกัน" แต่ผู้เขียนคิดว่านิยามที่กระชับและเข้าใจง่ายที่สุดคือ "คุณค่าของเครือข่าย"
คุณูปการของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคนล่าสุดคือ เอลินอร์ ออลสตรอม คือการพิสูจน์ให้เห็นจากการวิจัยชุมชนทั่วโลกว่า การบริหารจัดการสาธารณสมบัติ (common property หมายถึง ทรัพยากรที่คนใช้ร่วมกัน อาทิ บ่อน้ำ ป่าไม้) ในทางที่ยั่งยืนนั้น ไม่จำเป็นจะต้องใช้กลไกตลาด (ให้กรรมสิทธิ์เอกชนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ดูแล) หรือกลไกรัฐ (ออกกฎหมายคุ้มครองหรือให้รัฐบริหารจัดการเอง) หรือส่วนผสมของตลาดและรัฐ แต่ยังสามารถใช้กลไกชุมชน คือให้ชุมชนบริหารจัดการร่วมกันโดยไม่ต้องให้รัฐออกกฎเกณฑ์หรือยกกรรมสิทธิ์ให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ
หรืองานวิจัยเรื่อง "โครงการศึกษาแนวทางการจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนฐานรากเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจชุมชน" โดย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ (ดาวน์โหลดรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้ที่ www.fringer.org) ล้วนเล็งเห็นความสำคัญของการใช้เงินเป็น "เครื่องมือ" ในการขับเคลื่อนและเสริมสร้างทุนทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านพัฒนาตนเองและอนุรักษ์ทรัพยากรให้ถึงมือลูกหลาน ไม่ใช่มองเห็นแต่ทุนเงินตรา จนปล่อยให้ทุนชนิดอื่นร่อยหรอลงจนหมด
> www.fringer.org
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
มองอดีต...สู่กำเนิดจักรวาล

เมื่อ เอ็ดวิน ฮับเบิล (ค.ศ. 1889-1953) ได้อาศัยกล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยายมากที่สุดในโลกขณะนั้น ค้นพบว่า จักรวาลของเรามิได้มีเพียงกาแล็กซีทางช้างเผือกเท่านั้น หากประกอบด้วยกาแล็กซีต่างๆ เป็นจำนวนนับล้าน และยิ่งไปกว่านั้น หากยังมิได้มีสภาวะคงที่ ดังที่วงการวิทยาศาสตร์ขณะนั้นเชื่อกัน รวมถึงไอน์สไตน์ด้วย และได้เชิญไอน์สไตน์ไปดูด้วยตาเองว่า จักรวาลกำลังขยายตัว (สอดคล้องกับทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์)
กล้องโทรทรรศน์อวกาศขนาดใหญ่ในอวกาศ เริ่มกับ กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล (Hubble Space Telescope) เมื่อปี ค.ศ. 1990 และในเดือน พ.ค. 2009 ก็ได้รับการซ่อมแซมและปรับปรุงใหม่ครั้งที่ 5 มีการติดตั้งกล้องใหม่ (Wide-Field Camera 3) ขยายการมองเห็นของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลให้สามารถจับรังสีอินฟราเรดจากวัตถุในอวกาศที่อยู่ไกลออกไปถึง 13,100 ล้านแสง ซึ่งเป็นเวลาหลังการเกิดบิ๊กแบงเพียง 600 ล้านปี ทำให้เกิดความหวังขึ้นมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่กว่าต่อๆ มา จะมองไปไกลในอดีตถึง 13,700 ปีแสง ถ้าทำได้ มนุษย์ก็จะสามารถย้อนอดีตของจักรวาลไปถึงขณะกำลังก่อกำเนิด ยุติประเด็นการถกเถียงที่ท้าทายที่สุดเกี่ยวกับจักรวาล
> www.spacetelescope.org
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 26 ตุลาคม 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
กาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก
Chronology of Buddhism in World Civilization
พระพรมคุณากรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน
ต. บางกระทึก อ. สามพราน จ.นครปฐม

คัดมาแบ่งปันและเผยแพร่บางตอน จากหนังสือ กาลานุกรม ของ พระพรมคุณากรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 อาสาฬบูชา พ.ศ. 2552 ธรรมทาน-ให้เปล่า For free distribution only
> www.watnyanaves.net
> รายชื่อหนังสือที่ออนไลน์
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก มติชนรายวัน วันที่ 24 กันยายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
ต้นไม้แห่งชีวิต ในลายรดน้ำวัดเชิงหวาย

ลายรดน้ำตู้พระธรรมวัดเชิงหวาย ได้รับยกย่องในฐานะ งานช่างชั้นครูชาวสยาม รังสรรค์ขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นยุคทองของประณีตศิลป์ไทย บานประตูด้านหน้าผูกลวดลายทองบนพื้นรักสีดำ รูปต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา มีฝูงนก กระรอก และสัตว์น้อยใหญ่อยู่อาศัย ตอนล่างเขียนภาพก้านของพันธุ์พฤกษ์ประกอบลวดลายกระหนก สะบัดปลายคล้ายเปลวเพลิง พร้อมรูปสิงห์ในอิริยาบถที่แตกต่างกัน ความงามของลายรดน้ำวัดเชิงหวายอยู่ที่การวางจังหวะช่องไฟ เส้นสายอิสระ สอดประสานกับภาพสิงสาราสัตว์ในท่วงท่าต่างๆ ทำให้ภาพดูเคลื่อนไหวงามแปลกตา ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
นับเป็นแบบแผนลายเก่าแก่ที่สุดลายหนึ่งในประวัติศาสตร์ เรียกกันว่า ต้นไม้แห่งพระเจ้า หรือ ต้นไม้แห่งชีวิต (The Tree of Life) เป็นคติความเชื่อร่วมกันในหมู่ชนชาติยุคโบราณ ย้อนไปถึงสมัยอียิปต์และอารยธรรมเมโสโปเตเมีย แม้หลายคนจะมองว่าต้นไม้แห่งพระเจ้าเป็นเพียงคติความเชื่อเก่าแก่ แต่ก็มีรากฐานมาจากการเรียนรู้ถึงความสำคัญของพืชพันธุ์ธรรมชาติที่มีต่อมนุษย์ อย่างน้อยความเป็นสากลของศรัทธาโบราณคงทำให้ผู้คนยุคปัจจุบันตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติ
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 ตุลาคม 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
รากเหง้าแห่งศิลปะไทย

'รากเหง้าแห่งศิลปะไทย' หนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเล่มล่าสุดของนักวิชาการระดับแนวหน้าคนหนึ่ง รองศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เมธีวิจัยอาวุโสสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งได้พากเพียรเรียบเรียงมาเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี ภายใต้ร่มเงาของ สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์
เนื้อหาเป็นการรวบรวมทฤษฎีใหม่ที่ครอบคลุมระยะเวลา 700 ปี ของงานพุทธศิลป์ พราหมณศิลป์ และศิลปะอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากแหล่งอารยธรรมใกล้เคียง เช่น จีนและอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น อันนับเป็นรากเหง้าของศิลปะไทยในเวลาต่อมา ไม่ผิดหากจะเรียกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับศิลปะไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 19 ที่สมบูรณ์ที่สุด
> ข้อมูลเพิ่มเติม | จาก www.riverbooksbk.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
วารสารเมืองโบราณ ปี 2552 ฉบับที่ 35.4

วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๕๒
(กรุงเทพฯ ที่ไม่รู้จัก)
ภาพปก: เรือในแม่น้ำเจ้าพระยา (สีน้ำบนกระดาษ)
ศิลปิน: ประยูร อุลุชาฎะ
: อ่านบทความจาก > www.muangboranjournal.com
|
| |
 |
| |
+ bird's eye view
นิตยสารศิลปวัฒนธรรม
ปีที่ 31 ฉบับที่ 4, กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

> ข้อมูลเพิ่มเติม |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
ขอแนะนำเว็บไซต์ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ

> เว็บไซต์ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ |
> ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี |
> อ่านนวนิยายเรื่อง หนุ่มหน่ายคัมภีร์ (2512) และ แม่นาค (2550) |
| > ฟังเพลงชุด เพลงกรุงเทพฯ (2549) |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
สนุกนึกกับ นิวัติ กองเพียร

นิวัติ กองเพียร พร้อมเผยตัวตนและข้อเขียนในแบบฉบับ e-magazine ที่ให้ชื่อว่า "สนุกนึก กับนิวัติ กองเพียร" ผ่านเว็บไซต์ www.niwatkongpien.com
แม้ความสนใจและความสามารถในด้านศิลปวัฒนธรรมของนิวัติจะถูกกลบด้วยฉายา เกจินู้ดเมืองไทย แต่ในเว็บไซต์นี้จะดำเนินไปท่ามกลางแก่นแกนของคำว่าศิลปะทั้งสิ้น ประสบการณ์ของความเป็นช่างภาพ ช่างศิลป์ นักเขียนสารคดีแนวศิลปวัฒนธรรม นักจัดรายการสารคดีทางโทรทัศน์ นักจัดรายการวิทยุ บรรณาธิการนิตยสารและวารสารด้านศิลปวัฒนธรรม มานานกว่าครึ่งชีวิต ย่อมบ่มเพาะประสบการณ์ความเป็น "กูรู" อย่างไม่ต้องสงสัย รวมถึงภารกิจปัจจุบันที่รับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารวารสารเพลงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ดำเนินรายการ เป็นอยู่คือ สถานี 96.5 FM (เวลา 21.00-23.00 น. ทุกวันเสาร์) นิวัติยังรับหน้าที่ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์ปูนซิเมนต์ไทย, พิพิธภัณฑ์ดนตรี (โครงการ 4-5 ปี) มหาวิทยาลัยมหิดล
> www.niwatkongpien.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
คลังความรู้ดิจิตอล ด้วยเว็บไซต์ trueplookpanya.com

ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเว็บไซต์ www.trueplookpanya.com ให้คลังความรู้ดิจิตอลในรูปแบบมัลติมีเดียผสมผสาน ระหว่างสื่อการนำเสนอที่น่าสนใจ กับสาระการเรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา คือ วิชาภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิชาสุขศึกษา และพลศึกษา วิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี และวิชาภาษาต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ทั้งจากผู้เชี่ยวชาญการศึกษาเฉพาะทาง และจากประสบการณ์การเรียนการสอนของครูและผู้ทรงคุณวุฒิแขนงต่างๆ สร้างแหล่งการเรียนรู้แนวใหม่สำหรับเยาวชนไทยทั่วประเทศเข้าถึงข้อมูลความรู้และภูมิปัญญาได้อย่างทัดเทียมกัน
ทรูเปิดโอกาสให้ผู้สร้างเว็บไซต์กับผู้ใช้ และระหว่างผู้ใช้เว็บด้วยกัน สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และแบ่งปันประสบการณ์การศึกษาได้ตลอดเวลา เปิดให้สมาชิกเว็บไซต์สมัคร แล้วจะได้รับพื้นที่ บล็อก ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้งานส่วนตัว โดยสามารถนำเสนอและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ แบ่งปันเนื้อหาด้านการศึกษาระหว่างกัน เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ที่ต้องการเข้ามาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม และใช้เป็นเครื่องมือในการจัดเตรียมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยรูปแบบของเนื้อหาที่จะอัพโหลดเป็นทั้งคลิปวิดีโอ คลิปเสียง ไฟล์เอกสารในรูปแบบต่างๆ หรือไฟล์มัลติมีเดียอื่นๆ
> www.trueplookpanya.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก มติชนรายวัน วันที่ 11 ธันวาคม 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
เรื่องง่ายๆ แต่ต้องรู้จริง ใช้ยาให้เป็น...กับ Ya & You

ยา ไม่ใช่อาหาร จำเป็นต้องมีเอกสารกำกับยา รวมถึงข้อมูลที่สำคัญ... แต่คนจำนวนมาก ยังใช้ยาไม่ถูกต้อง เพราะขาดความรู้ที่เพียงพอในการใช้ จากการศึกษาพบว่า ก่อให้เกิดผลเสียกับผู้ป่วยคิดเป็นมูลค่าราว 1 ใน 3 ของมูลค่าการใช้ยารวมของทั้งประเทศ
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ และคณะทำงาน สุธิดา กุลวัฒนาภรณ์, ชัยวุฒิ สีทา จาก หน่วยปฏิบัติการวิจัยคลังอนุพันธ์ความรู้ (KEA) และ หน่วยปฏิบัติการวิจัยวิทยาการมนุษย์ภาษา (HLT) ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา (วพย.) ภายใต้การสนับสนุนของ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดมิติใหม่ ประยุกต์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการใช้ยาและดูแลสุขภาพของคนไทย โดยพัฒนาเว็บไซต์ www.yaandyou.net สำหรับสืบค้น บริการข้อมูลความรู้เรื่องยาและสุขภาพทางอินเตอร์เน็ตภาคภาษาไทยขึ้น
> www.yaandyou.net
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก มติชนรายวัน วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
ฤาษีดัดตน ฉบับดิจิทัล วิทย์-สาธารณสุข จัดให้

"ฤาษีดัดตน ฉบับดิจิทัล" เป็นการนำเอารูปแบบของท่าฤๅษีดัดตนทั้ง 15 ท่า คือ 1.ท่านวดบริเวณกล้ามเนื้อใบหน้า 2.ท่าแก้ลมข้อมือ 3.แก้ปวดท้องและข้อเท้า 4.แก้ลม เจ็บศีรษะและตามัว 5 แก้ปวดขัด 6.แก้เข่าขัด 7.แก้กล่อนปัตคาต 8.แก้ลมใน 9.กายอายุยืน 10.แก้ไหล่ ขา และแก้ปวดเข่า ขา 11.แก้โรคในอก 12.แก้ตะคริวมือและตะคริวเท้า 13.แก้ตะโพกสลักเพชร 14.แก้ลมเลือกนัยน์ตามัว และ 15.แก้เมื่อยปลายมือเท้า มาพัฒนา
จากความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่าย คือ การแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ และสถาบันที่มีความรู้ในเรื่องของท่าฤๅษีดัดตน เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ซึ่งทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนรับรองศิลาจารึกวัดโพธิ์เป็นเอกสารมรดกความทรงจำของโลกที่ร่วมกัน
> www.rusiedotton.thai.net
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
เดินป่าชมนกในพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง

STKC ประกอบด้วย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกันจัดทำสื่อ Multimedia ที่เป็นรูปแบบพิพิธภัณฑ์เสมือน (Virtual Museum) สำหรับนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเรื่องนก เรียกว่า พิพิธภัณฑ์ Bird of Sakaerat
Bird of Sakaerat ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับนกในป่าสะแกราช จ.นครราชสีมา โดยสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เช่น ชนิดของนก ลักษณะที่อยู่อาศัย อุปนิสัย ฯลฯ โดยใช้วิธีการนำเสนอเสมือนว่าได้เข้าไปที่สถานที่จริง สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับนกที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ เช่น หมุนดูตัวนกที่ปรากฏบนหน้าจอในรูปแบบ 3D ที่สวยงาม สามารถเลือกหัวข้อที่สนใจ แถมยังมีเกมให้เล่นต่อภาพนก และค้นหาข้อมูลนกที่ต้องการค้นคว้าเพิ่มเติมได้อย่างอิสระ เพื่อดึงดูดให้เกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนานอย่างมีสารประโยชน์
> พิพิธภัณฑ์ Bird of Sakaerat | จาก ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก มติชนรายวัน วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552] |
| |
 |
| [^ กลับด้านบน] |
+ bird's eye view
"สมคิด" เตือนไทยกำลังเสื่อม เหตุขาดการปฏิรูปจริงจัง

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ศาสตราภิชาน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "มองข้างหน้า เพื่ออนาคต" ในงานครบรอบ 7 ปี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเริ่มเสื่อม เพราะไม่ได้มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม และอยู่ในจุดที่พลิกผันได้ง่าย มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงของประเทศ
ทั้งนี้มองว่าไทยสามารถที่จะใช้โอกาสจากการผงาดของเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน และอินเดีย หลังผ่านพ้นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา ตั้งต้นเป็นเสาหลักอาเซียน ในการดูดกลืนกระแสทั้งหมดมาใช้พัฒนาประเทศไทยผ่านเวทีอาเซียน แสดงบทบาทเด่นในสังคมโลก ซึ่งโอกาสแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องการพัฒนาภาคการเกษตร ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารของโลก การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ทั้งการต่อยอดความรู้ การเพิ่มมูลค่าทางการผลิต เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตอุตสาหกรรมของประเทศต่างๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามภายใต้โอกาสที่เปิดกว้างแบบนี้ แต่บรรยากาศภายในประเทศกลับไม่เอื้ออำนวย จากปัญหาเก่าหมักหมมที่สะสมมา อีกทั้งเงื่อนไขใหม่ที่กำลังจะก่อตัวขึ้น ซึ่งจังหวะเหล่านี้ คนไทยต้องใช้ความระมัดระวังในการก้าวเดินด้วยความรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยใช้โอกาสที่มีอยู่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
"คลัง" โชว์ผลงานปี 52
ชู 17 มาตรการ บูทเศรษกิจไทยต่อ

แผนการดำเนินนโยบายการคลัง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ของกระทรวงการคลัง จะมี 17 แผนงานหลักๆ คือ
1) สานต่อโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
2) แผนพัฒนาตลาดเงินระยะ 2 เพื่อลดต้นทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ และการเข้าถึงบริการทางการเงิน
3) แผนพัฒนาตลาดทุนให้เป็นช่องทางการออมและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
4) การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ
5) การเพิ่มบทบาทภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนร่วมกับภาครัฐในรูปแบบ PPP
6) โครงการสินเชื่อรายย่อย (microfinance) เพื่อให้ประชาชนระดับฐานรากเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ง่ายขึ้น และลดปัญหาเงินกู้นอกระบบ
7) การควบคุมบริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มาควบคุมการดำเนินธุรกิจ
8) มาตรการดูแลการทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม
9) เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. อนุญาตผู้ประกอบธุรกิจมีทางเลือกการนำทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาเป็นหลักประกัน
10) ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
11) เร่งผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ. ศุลกากร และปฏิรูปงานภายในกรมศุลกากรให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
12) จัดทำมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานตัวแทนภายในไทย
13) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯ ไทยเข้มแข็งในปี 2553
14) ปฏิรูปงานภายในกรมสรรพสามิต (modernization)
15) จัดทำโครงการประกันภัยในราคาประหยัด (microinsurance) ออกมาขายในระดับฐานราก โดยตั้งเป้าหมายให้คนไทยถือครองกรมธรรม์ 30 ล้านคนภายใน 3-5 ปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 50%
16) การพัฒนาระบบ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์
17) กำหนดมาตรฐานการทำงานของข้าราชการตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อกำจัดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีการใช้อำนาจโดยไม่ควร
> ข้อมูลเพิ่มเติม > เอกสารแนบ > วิดีโอแถลงผลงานฯ | จาก www.mof.go.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
แอปเปิล "แท็บเลต" ผนึกพันธมิตรสื่อท้าชน "คินเดิล"

27 ม.ค. 2553 คงได้ทราบกันแล้วว่า "แอปเปิล" จะขนสินค้าใหม่ประเภทใดมาโชว์ การเปิดตัวอุปกรณ์แท็บเลตของแอปเปิลในครั้งนี้อาจเป็นการปฏิวัติวงการธุรกิจสื่อดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่ทีวี เหมือนครั้งอดีตที่แอปเปิลเคยนำไอพอดพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมเพลงมาแล้ว การแผ่อิทธิพลของแอปเปิลในครั้งนี้ถือเป็นการขยายอาณาจักรและสร้างรายได้แหล่งใหม่ของแอปเปิลในฐานะ "ตัวกลางกระจายคอนเทนต์" โจทย์ที่แอปเปิลต้องการคือการพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถใช้ได้ทั้งในบ้านและห้องเรียน โดยแท็บเลตจะต้องสามารถแบ่งปันกับสมาชิกในครอบครัวเพื่ออ่านข่าว เช็กเมล์ ร่วมกันในบ้านได้ ขณะที่ในห้องเรียน แอปเปิลเน้นเทคโนโลยีพัฒนาตำราเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือการนำคอนเทนต์ที่อยู่บนหนังสือพิมพ์และนิตยสารมานำเสนออย่างแตกต่างเมื่ออยู่บนแท็ปเลต
เมื่อเร็วๆ นี้แอปเปิลเดินหน้าหารือกับสำนักพิมพ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ ยังไม่นับรวมการส่งตัวแทนจากแอปเปิลร่วมงาน "Frankfurt Book Fair" ซึ่งเป็นงานเทรดโชว์ที่ใหญ่สุดของอุตสาหกรรมหนังสือ เพื่อหาหนทางที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยงคอนเทนต์เข้าสู่แท็บเลต "แอปเปิล" ยังเดินหน้าหารือกับเครือข่ายทีวี รวมไปถึงผู้ผลิตเกม เพื่อแสดงประสิทธิภาพความสามารถในการเล่นเกมบนแท็บเลตด้วย
กลยุทธ์ของแอปเปิลหลายฝ่ายมองว่า แตกต่างกับบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นๆ อาทิ กูเกิล ที่เสนอคอนเทนต์สำหรับบริการฟรีผ่านเว็บไซต์ "ยูทูบ" ซึ่งมีส่วนผสมระหว่างผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างคอนเทนต์เองกับบริษัทสื่อมืออาชีพ หรือ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ที่เน้นให้ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเองมากกว่า ตรงกันข้ามกับแอปเปิลที่หาแนวทางใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงและกระตุ้นให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินเพื่อรับคอนเทนต์ที่มีคุณภาพแทน นอกเหนือจากการนำคอนเทนต์เก่ามาเผยแพร่อีกครั้ง คล้ายกับโมเดล iTune Store ที่ปัจจุบันกลายเป็นร้านค้าเพลงออนไลน์ใหญ่ที่สุด โดยแอปเปิลคิดค้นการซื้อเพลงของคนฟังให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น หรือเครื่องรับสื่อดิจิทัลของแอปเปิลทีวีก็ถูกออกแบบมาให้ประชาชนสามารถซื้อหรือเช่าหนังรายการทีวีได้สะดวกกว่าเดิม
"จ็อบส์สนับสนุนสิ่งเก่าๆ และมองหาหนทางที่จะช่วยสิ่งเหล่านั้น โดยนำเสนอโมเดลการจัดจำหน่ายแบบใหม่ และสิ่งที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ เทคโนโลยี และแอปเปิลเองมีความสามารถที่จะจูงใจตรงนี้ด้วย"
และแน่นอนหลายฝ่ายมองว่า แอปเปิลคือสินค้าที่เข้ามาต่อกรกับคินเดิลโดยตรง เนื่องจากทั้งคินเดิลหรือแอปเปิลแท็บเลตต่างเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเผยแพร่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และเริ่มเพิ่มประโยชน์การใช้งานให้กว้างขวางมากขึ้น รวมถึงวิดีโอ เพลง และเกม
> iPad | จาก www.apple.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
คินเดิ้ล ดีเอ็กซ์ เริ่มลุยตลาดโลก จุดเปลี่ยนของอีบุ๊ก

"อะเมซอน" ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องอ่าน "คินเดิ้ล" ที่ได้รับความนิยม และมีหนังสือในรูปแบบดิจิทัลให้เลือกซื้อหามากกว่าสี่แสนปก เริ่มเปิดขาย "คินเดิ้ล ดีเอ็กซ์" และรุ่นอื่นอีกบางรุ่นทั่วโลกแล้ว ในเดือนมกราคมนี่เอง นั่นหมายถึงการขยายตลาดไปในร้อยกว่าประเทศ ด้วยความได้เปรียบที่มีอยู่แล้วของอะเมซอน ก็คือชื่อเสียงของการเป็นเว็บไซต์ขายหนังสือซึ่งมีหนังสือมากที่สุดในโลกให้เลือกซื้อ การเปิดขายทั่วโลกในปีนี้อาจจะทำให้ยอดขายสูงกว่าที่ประมาณการเอาไว้ และสร้างจุดเปลี่ยนสำหรับตลาดการอ่านของโลก ทั้งหนังสือเล่ม นิตยสาร และหนังสือพิมพ์
คินเดิ้ล เป็นเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ผนวกเทคโนโลยีไร้สายไว้กับเครื่อง อาศัยการโรมมิ่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สาย ซึ่งอาจจะเป็น 3G หรือ EDGE/GPRS การเชื่อมต่อสัญญาณเพื่อเข้าถึงร้านหนังสืออะเมซอน หรือเพื่อเข้าไปดาวน์โหลดหนังสือที่เราซื้อเก็บเอาไว้มาอ่าน
> www.amazon.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 14 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
10 เทรนด์ไอทีปี 2010

มีแนวโน้มว่าสงครามไอทีปีเสือจะดุเดือดมากขึ้น จนเชื่อว่าจะทำให้ตลาดไอทีโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบมโหฬาร 10 เทรนด์ไอทีนี้รวบรวมโดย "ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช" รองผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์.อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด (ARiP) ผู้จัดงาน คอมมาร์ท (Commart)
1) หนีไม่พ้น "คลื่นเน็ตบุ๊ก" คอมพิวเตอร์เน็ตบุ๊กหรือพีซีพกพาตัวเล็กราคาประหยัด
2) คือ "พายุแทปเล็ต" พีซีหน้าจอสัมผัสไร้คีย์บอร์ด ที่ถูกมองว่าจะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงใครๆ
3) คือ "กระแสเครื่องอ่านอีบุ๊ก" เพราะโลกกระดาษนั้นเคลื่อนตัวเข้าสู่โลกดิจิตอลแล้ว
4) คือ "มนต์สะกดวินโดวส์ 7 และออฟฟิศ 2010" จากไมโครซอฟท์ ที่เชื่อว่าจะสามารถสะกดคนทั้งโลกได้มากขึ้น
5) คือ "อาณาจักรทีวีเจนใหม่" ที่กล้าติดชิปคอมพิวเตอร์ไว้ภายใน
6) คือ "อหังการเครือข่ายสังคม" ซึ่งทุกสำนักฟันธงว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กกิงในปีหน้าจะเติบโตขึ้นอีก
7) คือ "ทอร์นาโดไฮสปีด" เชื่อว่าผู้ใช้บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นรวดเร็วในปี 2010
8) คือ "สมาร์ทโฟนคำราม" เพราะเสียงคำรามกู่ร้องในสนามรบระหว่างไอโฟน-แบล็กเบอรี่-แอนดรอยด์ ในปี 2010 จะดังกึกก้องจนสะเทือนไปทั่วโลก
เทรนด์ที่เก้าและสิบนั้นต้องบอกว่า "ยังไม่กล้าฟันธง" ได้แก่ "ทรีจี-ไวแมกซ์" ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเป็นรูปเป็นร่างอย่างไรในประเทศไทย รวมถึง "โลกใหม่เอ็มคอมเมิร์ซ" ที่จะยังต้องรอความชัดเจนอยู่
> www.wowgadget.tv
> www.commartthailand.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 31 ธันวาคม 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
Geek Trend 2010

สำหรับการคาดการณ์เทรนด์ ซึ่งอิงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นหลัก สิ่งที่น่าสนใจที่สำนักต่างๆ คาดการณ์กันไว้ในปี 2010 มักจะมีเรื่องราวของกระแสไอซีทีอยู่เต็มไปหมด ปีนี้เทพนิยายเกี่ยวกับความเฟื่องฟูของโลกไซเบอร์คงมีอีกมากมาย
* ปีเตอร์ แคชมอร์ (Peter Cashmore) เทรนด์ วอตเชอร์ (trend watcher) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Mashable ซึ่งเป็นบล็อกยอดฮิตเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย เขียนเรื่อง "10 เทรนด์ของเว็บที่น่าจับตาในปี 2010" (10 Web Trends to Watch in 2010) ลงใน สำนักซีเอ็นเอ็น (edition.cnn.com) ดังนี้ คือ
1) เรียลไทม์ยังมาแรง... เรียลไทม์จะก้าวเข้ามาสู่ไลฟ์สไตล์ประจำวันมากขึ้น เพราะการเข้ามาของสมาร์ทโฟน ทำให้มีการปฏิสัมพันธ์กันแบบทันทีทันใดมากขึ้น มันลงลึกถึงไลฟ์สไตล์ และฟังก์ชั่นอีกมากมายเท่าที่เราจะนึกออก!
2) โลเกชั่นก็ยังสำคัญ... เพราะอิทธิฤทธิ์ของสมาร์ทโฟนอีกเช่นกัน ทำให้เรื่องของการใช้ระบบ GPS เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชีวิตนั้นกลายเป็นเรื่องจำเป็น
3) มีข้อมูลจากสถานที่จริง (augmented reality)... สามารถเชื่อมโยงกับโลกความจริงมากขึ้น
4) มีระบบเก็บข้อมูลที่เจ๋งขึ้น... สิ่งที่ท้ายทายที่สุดในโลกเว็บไซต์ในการตอนนี้ก็คือการจัดการเก็บข้อมูล ปัญหาข้อมูลโหลดเกินไปนั้นเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก
5) cloud computing... นี่เป็นคำยอดฮิตของปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว มันคือ วิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ ซอฟต์แวร์ของระบบ cloud computing จะจัดสรรทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา
6) ดูทีวีและหนังผ่านอินเทอร์เน็ต...
7) ชีวิตคอนเวอร์เจนซ์ยังมา... ไลฟ์สไตล์ที่ถูกรวบรวมไว้ที่จุดเดียวก็ยังมาอยู่ เพราะสมาร์ทโฟนตัวเดิม
8) โซเชียลเกมก็ยังไม่หายไปไหน... และอาจจะขยายความไปในเรื่องธุรกิจได้อีกด้วย
9) การจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์... คนรุ่นใหม่จะสนใจหาข้อมูลสินค้าแล้วซื้อขายผ่านโทรศัพท์มากขึ้น
10) คนดังเกิดได้ง่าย... เพราะโลกอินเทอร์เน็ต
* เดวิด อาร์มาโน (David Armano) จากทีมวิจัยของ Dachis Group เขียนบล็อกลงใน blogs.harvardbusiness.org โดยเปิดประเด็นว่า "6 เทรนด์ของโซเชียลมีเดีย ปี 2010" (Six Social Media Trends for 2010) มีดังนี้ คือ
1) โซเชียลมีเดียจะลดความเป็นสังคมลง มีความเป็นกลุ่มเฉพาะ และให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวมากขึ้น
2) องค์กรธุรกิจเริ่มเข้ามาใช้ข้อมูลโซเชียลมีเดียในการทำการตลาดและการติดต่อสื่อสารมากขึ้น
3) นอกจากจะเข้ามาหาข้อมูลแล้ว ต่อไปจะมีการเข้ามาทำธุรกิจในนี้อย่างจริงจังจากการสร้างเครือข่าย
4) บริษัทของคุณจะมีนโยบายเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะอย่างแน่นอน
5) จะมีการใช้โซเชียลมีเดียในโทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น...
6) มีการใช้อีเมล์น้อยลง... คนส่วนใหญ่จะหันมาใช้การแบ่งปันข้อมูลในโซเชียลมีเดียแทน
* เจ้าแห่งการจัดเทรนด์อย่าง เทรนด์วอตชิ่ง (trendwatching.com) ในปีนี้เขาจัด 10 เทรนด์สำหรับผู้บริโภคที่น่าจับตาสำหรับปี 2010 ยังหยิบเรื่องราวของโลกไซเบอร์มาพูดถึง 4 ประเด็นเลยทีเดียว ได้แก่
1) เทรนด์การหาข้อมูลแบบเรียลไทม์ (realtime-reviews)
2) เทรนด์การบรรจบกันของโลกออนไลน์และออฟไลน์
3) โลกแห่งการตามรอยและแจ้งเตือน (tracking and alerting)
4) เทรนด์การใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลจากโลกอินเทอร์เน็ต
> www.mashable.com
> www.blogs.harvardbusiness.org
> www.trendwatching.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 4 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
Map Life... ตามติด... ชีวิตแผนที่

้แผนที่ยุคดิจิทัล กลายเป็นของน่าสนุก โดยเฉพาะใน กูเกิลแมปส์ (maps.google.co.th) ซึ่งสามารถช่วยเหลือเราได้มากมาย ว่าจะวางแผนเดินทางได้อย่างไร? ขึ้นรถสายไหนสะดวกที่สุด? ไปเที่ยวที่ไหนดี? นอกจากเปิดคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กหาข้อมูลแล้ว สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ก็ยังมีระบบจีพีเอส ที่ทำให้คุณไม่พลาดทุกเป้าหมาย แถมยังมีแอปพลิเคชั่นที่น่าสนใจอีกมากมาย
หลังจากที่ได้เพิ่มลูกเล่น Google maps favorite places ใน 13 เมืองทั่วโลก อย่าง ฮ่องกง กัวลาลัมเปอร์ เกียวโต ลอนดอน มาดริด มอสโก นิวยอร์ก ปารีส ปราก ซานฟรานซิสโก ไทเป และโตเกียว รวมถึงกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับเกียรติให้ร่วมโครงการนี้ด้วย ซึ่งในแอปพลิเคชั่นนี้จะมีคนดังทั่วโลกมาปักหมุดสถานที่ตัวเองชอบไปใน Google maps รวมถึงบรรยายความประทับใจเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ด้วย คุณก็สามารถเพิ่มสถานที่โปรดของคุณได้ รวมถึงธุรกิจต่างๆ ก็สามารถปักหมุดร้านของตัวเอง และเพิ่มโปรไฟล์ต่างๆ ของร้านได้เช่นกัน
หากนำเรื่องราวของแผนที่มาผสมกับความคิดเรื่องการเล่นเกมใน Social Network ก็จะได้ความหลากหลายและความสนุกสนานอีกมากมาย ส่วนใหญ่ปรากฏในแอปพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟน อย่างเช่น Foursquare (foursquare.com) ซึ่งเป็นการผสมผสานกันของ Social Network และ Location รวมกันเป็น "Location-Based Social Network" ซึ่งเปิดโอกาสให้คนที่เป็นสมาชิกสามารถบอกเพื่อนๆ ในเน็ตเวิร์กของเขาว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน? เรียกว่า "Check-in" ทุกครั้งที่ Check-in ก็จะได้แต้มเป็นรางวัลในแต่ละครั้งที่แจ้ง หรือ แผนที่+การรีวิวสถานที่+Social Network ที่ผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้ามาเขียนรีวิวถึงสถานที่ต่างๆ ได้ อย่าง ร้านอาหาร โรงแรม แหล่งช็อปปิ้ง สปา แหล่งท่องเที่ยวกลางคืน เป็นต้น เช่น เว็บไซต์ EDTguide (www.edtguide.com)
หากเบื่อมองแผนที่สองมิติแบบราบแล้วล่ะก็ เทคโนโลยีสมัยนี้ยังสามารถทำภาพสามมิติให้เหมือนกับไปยืนบนสถานที่จริง (Augmented Reality) ได้อีกด้วย อย่างเช่นโปรแกรม Layar โปรแกรมดูข้อมูลจากสถานที่จริงบนมือถือ Android ที่สามารถสร้างโมเดล 3 มิติทับลงไปบนภาพที่เห็นบนจอได้แล้ว
> www.maps.google.co.th
> www.foursquare.com
> www.edtguide.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
สร้างสิ่งแวดล้อมองค์กร เพื่อสร้างนวัตกรรม

วารสาร Harvard Business Review (HBR) ฉบับเดือน ธ.ค. ของปี 2552 มีบทความถึง 4 เรื่อง ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาพนักงานให้เป็นนักสร้างนวัตกรรม และความสัมพันธ์ของการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (Network และ Connection) กับการสร้างนวัตกรรม รวมถึงการกระตุ้นให้บุคลากรมีความคิดสร้างสรรค์ (เพื่อสร้างนวัตกรรม)
บุคลากรนักสร้างนวัตกรรม (Innovator) นั้น มีคุณสมบัติเฉพาะตัวอยู่ตรงที่พวกเขาเหล่านั้นมีทักษะในการค้นพบหรือค้นหา (นวัตกรรม) ที่ Jeffrey Dyer และคณะของเขาให้นิยามทักษะนี้ว่า Discovery Skills 5 ประการ อันได้แก่
(1) ทักษะในการเชื่อมโยงข้อมูล เรื่องราว ประเด็นต่างๆ (Associating) แล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นแนวคิดหรือหนทางแก้ปัญหาได้
(2) ทักษะในการตั้งคำถาม (Questioning) ที่ดีอันเป็นคำถามที่ท้าทายกระบวนการคิดแบบเดิมๆ คำถามที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์
(3) ทักษะในการสังเกต (Observing) เห็นสิ่งต่างๆ
(4) ทักษะในการทดลอง (Experimenting)
และ (5) ทักษะในการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (Networking) กับบุคคลหลากหลายวงการ เพื่อแลกเปลี่ยน และทดสอบแนวความคิด ความรู้ต่างๆ
องค์กรและผู้บริหารควรมีกลยุทธ์อะไรบ้างในการสร้างพนักงานและองค์กรโดยรวมให้เป็นพนักงานนักสร้างนวัตกรรมและเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม (Innovative Organization)
* เริ่มต้นด้วยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์และมีกระบวนการวางแผนที่ดีก่อน
* มีวัฒนธรรมการสื่อสารและการทำงานแบบเปิด (Opencommunication)
* ฝึกอบรมให้พนักงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้ดูงานตามสถานที่ต่างๆ
* ช่วยพนักงานสร้างเครือข่าย (Network) ในสายอาชีพ
* สร้างระบบจูงใจ รางวัล และผลตอบแทน ที่สนับสนุนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
> Harvard Business Review
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 18 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
รับสมัคร นักวิจัย ด่วน!

เมื่อประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่แยกการสนับสนุนทางด้านต่างๆ ออกเป็น 4 หลักใหญ่ อันได้แก่ Creative Infrastructure, Creative Education & Human Resource, Creative Society & Inspiration และ Creative Business Development & Investment ทำให้เกิดการ "เขย่า" ไอเดียไปทั่วทุกแวดวง โดยมีกลุ่ม "นักวิจัย" เป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น แต่พอหันหลังกลับไปมอง "ทุนหลัก" อย่างนักวิจัย กลับร่อยหรอ เข้าขั้นวิกฤต
วงพูดคุยเกี่ยวกับการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างเส้นทางสู่นักวิจัยอาชีพ...การกำหนดแนวทางกับความสำเร็จ ที่มี สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีวิจัยในภาครัฐ จัดขึ้นเพื่อสร้างขอบเขตวิชาชีพนักวิจัย (Career Path) ให้สอดคล้องกับ นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหานักวิจัยขาดแคลน โดยเฉพาะในฝั่งภาครัฐ
จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า จำนวนนักวิจัยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมา จากที่มีคนในแวดวงวิจัยของรัฐอยู่ 27,632 คน ลดเหลือเพียง 18,035 คนในปี พ.ศ.2548 และเส้นกราฟทำท่าดิ่งลงเรื่อยๆ ที่สำคัญ ในปี พ.ศ.2557 จะมีอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 4,000 คนเกษียณอายุ ซึ่งในจำนวนนี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาเอก และมีความสามารถในการทำงานวิจัยรวมอยู่ราว 1,000 คน ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่ได้ผลงานด้านวิชาการ หรือมีงานวิจัยที่มีคุณภาพ มีเพียง 375 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.1 ของจำนวนอาจารย์ที่มีอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั้งหมด สวนทางกับนักวิจัยในหน่วยงานของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
"เดิมทีเดียว พอเราพูดถึงนักวิจัย คนจะนึกว่าต้องจบปริญญาเอก แต่ ณ วันนี้ คนที่จบปริญญาโท หรือปริญญาตรี ก็เป็นนักวิจัยได้ คนที่จบมัธยมก็เป็นได้ เพราะว่าอาชีพต่างๆ เหล่านี้มันอาจจะไปพ่วงอยู่กับหน้าที่การงานอื่นๆ ด้วย การเป็นนักวิจัยก็ทำให้หน้าที่การงานนั้นใช้หลักวิชาการมากขึ้น มีเหตุมีผลมากขึ้น ไม่ใช่การตัดสินใจโดยใช้อารมณ์หรือความรู้สึกเป็นหลัก"
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
Bangkok City
Creative City
ปั้นเอสเอ็มอีไอเดียสร้างสรรค์

บนพื้นที่ 1,568 ตารางกิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม เมืองที่ชาวโลกยกให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวติดอันดับมาหลายสมัย ที่นี่คือ กรุงเทพมหานคร ดินแดนที่มีพลเมืองเอสเอ็มอีอยู่ถึงกว่า 5 แสนราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้าและบริการ... ในวันที่กระแสของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) กำลังเฟื่องฟูรุ่งโรจน์ เมืองที่มีความพร้อมอย่างกรุงเทพจึงถูกผลักดันให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ (Creative City) ของประเทศ นี่จึงเป็นโอกาสทองของเอสเอ็มอีคนเมือง ที่จะลุกขึ้นมา เอาดี กับงานครีเอทีฟ อยู่ที่ว่าใครเก่งเรื่องไหน ก็แสดงบทบาทของตัวเองอย่างสุดฝีมือ และสามารถเชื่อมโยงต่อยอดกันได้ในห่วงการสร้างสรรค์
คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์เป็นพรสวรรค์กันอยู่แล้ว คิดได้ สร้างสรรค์ได้ เราได้คะแนนสูงมาก แต่การรู้จักตลาด เรากลับสอบตก การจะอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เอสเอ็มอีต้องสร้างความอยู่รอด ความเด่นชัด สร้างระบบที่ดี มีกระบวนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และต้องมีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาล แต่เลือกใช้ที่เหมาะ และตรงตามสมัยนิยม สำหรับสร้างระบบการจัดการภายใน และสื่อสารกับลูกค้า เป็นสำคัญ
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 มกราคม 2553] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
Creative Economy Creative Thailand

เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือ Creative economy หรือที่ในไทยใช้ชื่อว่า Creative Thailand เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมาใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ และกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แม้แต่ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ที่มีนายศุภชัย พานิชภักดิ์ นั่งเป็นเลขาธิการอยู่ ก็ยังให้ความสนใจเรื่องนี้ ถึงกับออกรายงานว่าด้วย Creative economy ในปีที่แล้ว เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์น่าจะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะรูปแบบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ คือการเน้นแต่การขายสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าเกษตร โลหะมีค่า พลังงาน) ไม่น่าจะเพียงพอ ตามรายงานของอังค์ถัดชี้ว่า ใน ค.ศ. 2005 ประเทศที่ติด 20 อันดับแรกในการส่งออกสินค้าเชิงสร้างสรรค์ในแง่มูลค่า มีจีนเป็นผู้นำ ตามด้วยอิตาลี ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ส่วนประเทศไทยอยู่ในลำดับ 17
Creative economy เกิดขึ้นจากวิถีการใช้ชีวิต (ไลฟ์สไตล์) ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างขนานใหญ่ของคนในยุคปัจจุบัน หากให้คำนิยามอย่างหลวมๆ Creative economy ก็หมายถึง วงจรของการสร้างสรรค์, ผลิต และจัดจำหน่ายแจกจ่าย สินค้าและบริการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และทุนทางปัญญาเป็นหลัก มีตั้งแต่ศิลปะพื้นบ้าน ดนตรี หนังสือ งานศิลปะการแสดง ภาพยนตร์ วิทยุ-โทรทัศน์ การ์ตูน วิดีโอเกม งานสถาปัตยกรรม งานโฆษณา ฯลฯ อันล้วนแต่เป็นสินค้าและบริการที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และทักษะอย่างเข้มข้น
ในยุโรปและอเมริกาเหนือนั้น สิ่งที่เรียกว่า "เมืองสร้างสรรค์" (Creative cities) กำลังผุดขึ้น เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเศรษฐกิจในเมือง ผ่านการพัฒนาวัฒนธรรมและสังคม
> Creative Thailand
: ชมวิดีโอ | จาก www.creativethailand.org |
|
| > Creative Thailand Opening Video |
| > ROBOT (OKMDs Ads by Sky Exits) |
| |
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก มติชนรายวัน วันที่ 3 กันยายน 2552] |
| |
 |
| |
+ bird's eye view
Change by Design โดย Tim Brown

สิ่งที่ทำให้ IDEO เป็นมากกว่าบริษัทออกแบบชั้นนำ คือความคิดก้าวหน้าเปี่ยมหัวใจและวิสัยทัศน์ที่กำลังปฏิวัติโลกธุรกิจอย่างเงียบๆ แต่มั่นคงของ Tim Brown ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท
ในหนังสือชื่อ Change by Design (เปลี่ยนแปลงด้วยการออกแบบ) Brown อธิบายว่า เหตุใดเขาจึงเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าทุกองค์กรควรคิดแบบนักออกแบบ เขาเรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า "design thinking" หัวใจของวิธีคิดแบบ design thinking อยู่ที่การคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้ในโลกจริง มากกว่าโลกสวยหรูในจินตนาการ วิสัยทัศน์ที่ตั้งอยู่บนหลัก "การออกแบบที่ยั่งยืน"
รูปแบบการวิจัยตลาดแบบนักมานุษยวิทยานี้ปัจจุบันมีหลายบริษัทนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรแล้ว อ่านจบแล้วท่านจะเข้าใจว่าทำไม Brown ถึงได้สนับสนุนให้เรา "ล้มเหลวตั้งแต่เนิ่นๆ และล้มเหลวบ่อยครั้ง" (fail early, fail often) และทำให้เราถึงบางอ้อว่า "นวัตกรรม" ที่สมควรใช้คำคำนี้แท้จริงนั้น เป็นมากกว่าความคิดดีๆ การตลาดเท่ๆ และโฆษณาเก๋ๆ หากเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ ในกรอบความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของนักออกแบบที่ละเลยไม่ได้อีกต่อไปในศตวรรษที่ 21
> www.ideo.com
> www.designthinking.ideo.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552] |
| |
 |
| |
+ on the wings of the wind
Portrait of the Artist as a Young Man (6)
สวัสดีครับ





bookwing@gmail.com
7 กุมภาพันธ์ 2553
[# อ่านบทนำย้อนหลัง] |
| |
 |
| |
+ ประชาสัมพันธ์
นารีปราโมทย์ และเรื่องรักใคร่อื่นๆ
หนังสือรวมเรื่องสั้นของ เอื้อ อัญชลี

เอื้อ อัญชลี นำรสคำประพันธ์แบบ นารีปราโมทย์ ในขนบวรรณกรรม นับแต่สุนทรภู่ ยาขอบ นิยายพาฝัน วรรณกรรมเพื่อชีวิต เรื่องรักวัยหวานสยามสแควร์ - วรรณกรรมสะท้อนปมทางจิตวิเคราะห์ จนถึงนิยายรักเกาหลี มาปรุงแต่งใหม่เป็นเรื่องสั้นร่วมสมัย ชวนให้ชิมด้วยแนวเรื่องรักใคร่ชายหญิง ทว่ากลับหยิกแกมหยอกกะเทาะเปลือกมายา แฝงสาระสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตและสังคม และแอบปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามไว้อย่างแนบเนียน
> อ่าน |
| |
 |
| |
+ แนะนำหนังสือ

วัยเยาว์อันสิ้นสูญ (Lord of the Flies)
วิลเลียม โกลดิ้ง (William Golding) เขียน
ต้องตา สุธรรมรังษี แปล
ไลต์เฮาส์พับลิชชิ่ง, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2552
> อ่าน
[# อ่านบทความในหมวดเดียวกัน] |
| |
 |
| |
+ แนะนำหนังสือ

โนเวเชนโต้ (Novecento)
อเลซซานโดร บาริกโก (Alessandro Baricco)
งามพรรณ เวชชาชีวะ แปล
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ, พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม 2552
> อ่าน
[# อ่านบทความในหมวดเดียวกัน] |
| |
 |
| |
+ แนะนำหนังสือ

คัทซึชิคะ โฮะคุไซ
ชัยยศ อิษฏ์วรพันธุ์ เขียน
สารคดีภาพ, พิมพ์ครั้งที่ 1 ตุลาคม 2552
> อ่าน
[# อ่านบทความในหมวดเดียวกัน] |
| |
 |
| |
+ แนะนำหนังสือ

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : เขามั่งคั่งจากความคิดกันอย่างไร (The Creative Economy : How People Make Money from Ideas)
จอห์น ฮาวกินส์ (John Howkins) เขียน
คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ แปล
ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC), พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2552
> อ่าน
[# อ่านบทความในหมวดเดียวกัน] |
| |
 |
| |
+ แนะนำหนังสือ

หนังกับหนังสือ
วีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์
librarybooks, พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2552
> อ่าน
[# อ่านบทความในหมวดเดียวกัน] |
| |
 |
| [^ กลับด้านบน] |